Multimorbidity — คืออะไร และพบบ่อยแค่ไหน

"Multimorbidity" หมายถึงการมีโรคเรื้อรัง 2 โรคขึ้นไปพร้อมกัน ซึ่งตามข้อมูลจากงานวิจัยของ Forman et al. ในวารสาร JACC ปี 2018 พบว่าผู้สูงอายุที่มีโรคหัวใจและหลอดเลือดมากกว่า 2 ใน 3 ยังมีโรคอื่นที่ไม่ใช่โรคหัวใจร่วมด้วย1

และจากการศึกษาของ McPhail ในปี 2016 พบว่า Multimorbidity ส่งผลให้การใช้บริการสาธารณสุขเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งการนอนโรงพยาบาลที่ยาวนานขึ้น และค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่สูงขึ้น2 — แต่ที่สำคัญกว่าตัวเลขคือผลต่อคุณภาพชีวิต

2 ใน 3
ของผู้สูงอายุโรคหัวใจมีโรคอื่นร่วมด้วย
(Forman 2018)
29%
ของผู้อายุ 65+ มีเบาหวาน
ซึ่งมักมาพร้อมโรคอื่น
5+
ยาต่อวัน — เป็นเรื่องปกติ
ในผู้สูงอายุที่มีหลายโรค

โรคที่มักมาพร้อมกันในวัยเก๋า

โรคเรื้อรังบางกลุ่มมีรากเหง้าร่วมกัน ทั้งจากพันธุกรรม วิถีชีวิต และกระบวนการอักเสบเรื้อรัง ทำให้มักพบเห็นร่วมกันบ่อย ถ้าเข้าใจความสัมพันธ์นี้ จะช่วยดูแลได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

🩺
เบาหวาน + ความดัน + ไขมัน
กลุ่ม "Metabolic Syndrome" มีรากเหง้าร่วม การดูแลอาหารและออกกำลังกายช่วยได้ทีเดียวสามโรค
🫀
ความดัน + โรคหัวใจ + ไต
ความดันสูงเรื้อรังทำลายหลอดเลือดทั้งหัวใจและไตพร้อมกัน ควบคุมตั้งแต่เนิ่นๆ จึงสำคัญมาก
🦴
กระดูกบาง + ข้อเข่าเสื่อม
แคลเซียมและวิตามิน D ลดลงตามวัย การเดินออกกำลังกายพอเหมาะช่วยได้ทั้งสองโรค
🧠
เบาหวาน + ความจำเสื่อม + ซึมเศร้า
น้ำตาลสูงเรื้อรังส่งผลต่อสมองโดยตรง ควบคุมเบาหวานดีจึงช่วยปกป้องสมองและอารมณ์ด้วย

ความท้าทายของการมีหลายโรค

เมื่อมีหลายโรค ความซับซ้อนไม่ได้แค่บวกทีละโรค แต่มักคูณกันแบบทวีคูณ ทั้งในแง่ของยาที่ต้องกิน ข้อควรระวังที่ต้องจำ และโรคแต่ละโรคที่อาจส่งผลต่อกัน

⚠️ ระวัง Polypharmacy — ยาหลายชนิดพร้อมกัน

เมื่อมีหลายโรค มักได้รับยาจากแพทย์หลายคน บางครั้งยาอาจมีผลต่อกัน หรือยาที่ใช้สำหรับโรคหนึ่งอาจทำให้อีกโรคแย่ลง สิ่งที่ควรทำ:

  • ให้แพทย์คนหนึ่งดูภาพรวมยาทั้งหมด หรือพบ "อายุรแพทย์ผู้เชี่ยวชาญผู้สูงอายุ"
  • จดรายชื่อยาทุกตัวพร้อมขนาดยา และแสดงให้แพทย์ทุกคนที่พบ
  • สอบถามว่ายาใดที่อาจหยุดได้อย่างปลอดภัยแล้ว (Deprescribing)
  • อย่าซื้อยาหรืออาหารเสริมเพิ่มเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์

หลักการดูแลแบบองค์รวม — 5 เสาหลัก

แทนที่จะมองว่า "ต้องดูแลโรค 5 โรค" ลองเปลี่ยนมุมมองเป็น "ดูแลชีวิตให้ดี แล้วหลายโรคจะดีขึ้นพร้อมกัน" ซึ่งเป็นหลักการที่ Forman et al. และ McPhail ต่างเน้นในงานวิจัยของตน

1
อาหาร — ดีต่อหลายโรคพร้อมกัน

รูปแบบอาหารอย่างเมดิเตอร์เรเนียนและ DASH Diet ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าช่วยลดความดัน น้ำตาล ไขมัน และลดการอักเสบเรื้อรัง — หัวใจของหลายโรคพร้อมกัน ไม่ต้องกินต่างกันสำหรับแต่ละโรค

2
การเคลื่อนไหว — ยาที่ดีที่สุดสำหรับหลายโรค

การออกกำลังกายแบบแอโรบิกเบาๆ สม่ำเสมอช่วยลดน้ำตาล ความดัน ไขมัน ลดน้ำหนัก เสริมสร้างกระดูกและกล้ามเนื้อ และบำรุงสุขภาพจิต — ทั้งหมดนี้พร้อมกัน

3
การนอนหลับ — พลังงานที่ซ่อมแซมทุกอย่าง

การนอนไม่หลับหรือนอนน้อยทำให้น้ำตาลขึ้น ความดันสูง อารมณ์แปรปรวน และภูมิคุ้มกันลดลง การแก้ปัญหาการนอนจึงส่งผลดีต่อหลายโรคพร้อมกัน

4
สุขภาพจิต — ส่งผลต่อทุกอย่าง

ความเครียดเรื้อรังและโรคซึมเศร้าทำให้ดูแลตัวเองได้ยากขึ้น กินยาไม่สม่ำเสมอ และร่างกายตอบสนองต่อการรักษาได้แย่ลง ดูแลจิตใจจึงเป็นการดูแลทุกโรคด้วย

5
การสื่อสารกับแพทย์ — หุ้นส่วนในการดูแล

ผู้ป่วยที่มีบทบาทแอคทีฟในการดูแลตัวเอง ตั้งคำถาม แบ่งปันข้อมูล และร่วมตัดสินใจกับแพทย์ มีผลลัพธ์สุขภาพที่ดีกว่าอย่างมีนัยสำคัญ

ตั้งเป้าหมายสุขภาพที่เหมาะกับชีวิต

หนึ่งในหลักการสำคัญที่ ADA 2026 และ Forman et al. เน้นพร้อมกันคือ เป้าหมายการรักษาต้องสะท้อนคุณค่าและความต้องการของผู้ป่วย ไม่ใช่แค่เป้าหมายตัวเลข

"การรักษาที่ดีไม่ใช่การทำให้ตัวเลขทุกตัวสมบูรณ์แบบ แต่คือการช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีในแบบที่พวกเขาต้องการ"

ซึ่งหมายความว่า สำหรับผู้สูงอายุบางท่าน การรักษาที่ "เหมาะสม" อาจต่างจากคำแนะนำทั่วไป เป้าหมายความดัน น้ำตาล หรือไขมัน อาจยืดหยุ่นได้ เพื่อลดผลข้างเคียงของยา และเพื่อให้ชีวิตยังมีความสุขมากพอ

💡 คำถามที่ควรถามแพทย์ในการพบแต่ละครั้ง
  • "เป้าหมายที่เหมาะสมสำหรับผมสำหรับแต่ละโรคคืออะไร?"
  • "ยาทุกตัวที่กินอยู่ยังจำเป็นไหม มีตัวไหนที่หยุดได้บ้าง?"
  • "สิ่งที่ผมทำได้เองที่จะช่วยได้มากที่สุดคืออะไร?"
  • "มีโรคหรือภาวะอื่นที่ควรตรวจคัดกรองไหม?"

เมื่อไหร่ควรพบแพทย์ทันที

แม้จะดูแลตัวเองดี แต่ร่างกายบางครั้งก็ส่งสัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะเมื่อมีหลายโรค อาการใหม่ที่เกิดขึ้นอาจเป็นสัญญาณจากโรคที่มีอยู่แล้วทรุดลง หรืออาจเป็นผลข้างเคียงของยา

🚨 อาการที่ควรพบแพทย์โดยไม่รอ
  • เจ็บแน่นหน้าอก หายใจลำบาก หรือเหนื่อยมากผิดปกติ
  • น้ำหนักขึ้นเร็วมาก (1–2 กก. ใน 2–3 วัน) อาจเป็นสัญญาณหัวใจล้มเหลว
  • มึนงง สับสน หรืออาการที่รู้สึกว่าผิดปกติจากที่เคยเป็น
  • ปัสสาวะน้อยลงมากหรือมากขึ้นผิดปกติ
  • แผลที่เท้าหรือขาที่หายช้าหรือไม่หาย (โดยเฉพาะถ้าเป็นเบาหวาน)

📚 แหล่งอ้างอิงทางวิชาการ

  1. Forman DE, et al. Multimorbidity in Older Adults With Cardiovascular Disease. J Am Coll Cardiol. 2018;71(19):2149–2161. doi:10.1016/j.jacc.2018.03.022
  2. McPhail SM. Multimorbidity in chronic disease: impact on health care resources and costs. Risk Manag Healthc Policy. 2016;9:143–156. doi:10.2147/RMHP.S97248
  3. American Diabetes Association Professional Practice Committee. Older Adults: Standards of Care in Diabetes—2026. Diabetes Care. 2026;49(Suppl. 1):S277–S296.