Multimorbidity — คืออะไร และพบบ่อยแค่ไหน
"Multimorbidity" หมายถึงการมีโรคเรื้อรัง 2 โรคขึ้นไปพร้อมกัน ซึ่งตามข้อมูลจากงานวิจัยของ Forman et al. ในวารสาร JACC ปี 2018 พบว่าผู้สูงอายุที่มีโรคหัวใจและหลอดเลือดมากกว่า 2 ใน 3 ยังมีโรคอื่นที่ไม่ใช่โรคหัวใจร่วมด้วย1
และจากการศึกษาของ McPhail ในปี 2016 พบว่า Multimorbidity ส่งผลให้การใช้บริการสาธารณสุขเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งการนอนโรงพยาบาลที่ยาวนานขึ้น และค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่สูงขึ้น2 — แต่ที่สำคัญกว่าตัวเลขคือผลต่อคุณภาพชีวิต
(Forman 2018)
ซึ่งมักมาพร้อมโรคอื่น
ในผู้สูงอายุที่มีหลายโรค
โรคที่มักมาพร้อมกันในวัยเก๋า
โรคเรื้อรังบางกลุ่มมีรากเหง้าร่วมกัน ทั้งจากพันธุกรรม วิถีชีวิต และกระบวนการอักเสบเรื้อรัง ทำให้มักพบเห็นร่วมกันบ่อย ถ้าเข้าใจความสัมพันธ์นี้ จะช่วยดูแลได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
ความท้าทายของการมีหลายโรค
เมื่อมีหลายโรค ความซับซ้อนไม่ได้แค่บวกทีละโรค แต่มักคูณกันแบบทวีคูณ ทั้งในแง่ของยาที่ต้องกิน ข้อควรระวังที่ต้องจำ และโรคแต่ละโรคที่อาจส่งผลต่อกัน
เมื่อมีหลายโรค มักได้รับยาจากแพทย์หลายคน บางครั้งยาอาจมีผลต่อกัน หรือยาที่ใช้สำหรับโรคหนึ่งอาจทำให้อีกโรคแย่ลง สิ่งที่ควรทำ:
- ให้แพทย์คนหนึ่งดูภาพรวมยาทั้งหมด หรือพบ "อายุรแพทย์ผู้เชี่ยวชาญผู้สูงอายุ"
- จดรายชื่อยาทุกตัวพร้อมขนาดยา และแสดงให้แพทย์ทุกคนที่พบ
- สอบถามว่ายาใดที่อาจหยุดได้อย่างปลอดภัยแล้ว (Deprescribing)
- อย่าซื้อยาหรืออาหารเสริมเพิ่มเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์
หลักการดูแลแบบองค์รวม — 5 เสาหลัก
แทนที่จะมองว่า "ต้องดูแลโรค 5 โรค" ลองเปลี่ยนมุมมองเป็น "ดูแลชีวิตให้ดี แล้วหลายโรคจะดีขึ้นพร้อมกัน" ซึ่งเป็นหลักการที่ Forman et al. และ McPhail ต่างเน้นในงานวิจัยของตน
รูปแบบอาหารอย่างเมดิเตอร์เรเนียนและ DASH Diet ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าช่วยลดความดัน น้ำตาล ไขมัน และลดการอักเสบเรื้อรัง — หัวใจของหลายโรคพร้อมกัน ไม่ต้องกินต่างกันสำหรับแต่ละโรค
การออกกำลังกายแบบแอโรบิกเบาๆ สม่ำเสมอช่วยลดน้ำตาล ความดัน ไขมัน ลดน้ำหนัก เสริมสร้างกระดูกและกล้ามเนื้อ และบำรุงสุขภาพจิต — ทั้งหมดนี้พร้อมกัน
การนอนไม่หลับหรือนอนน้อยทำให้น้ำตาลขึ้น ความดันสูง อารมณ์แปรปรวน และภูมิคุ้มกันลดลง การแก้ปัญหาการนอนจึงส่งผลดีต่อหลายโรคพร้อมกัน
ความเครียดเรื้อรังและโรคซึมเศร้าทำให้ดูแลตัวเองได้ยากขึ้น กินยาไม่สม่ำเสมอ และร่างกายตอบสนองต่อการรักษาได้แย่ลง ดูแลจิตใจจึงเป็นการดูแลทุกโรคด้วย
ผู้ป่วยที่มีบทบาทแอคทีฟในการดูแลตัวเอง ตั้งคำถาม แบ่งปันข้อมูล และร่วมตัดสินใจกับแพทย์ มีผลลัพธ์สุขภาพที่ดีกว่าอย่างมีนัยสำคัญ
ตั้งเป้าหมายสุขภาพที่เหมาะกับชีวิต
หนึ่งในหลักการสำคัญที่ ADA 2026 และ Forman et al. เน้นพร้อมกันคือ เป้าหมายการรักษาต้องสะท้อนคุณค่าและความต้องการของผู้ป่วย ไม่ใช่แค่เป้าหมายตัวเลข
"การรักษาที่ดีไม่ใช่การทำให้ตัวเลขทุกตัวสมบูรณ์แบบ แต่คือการช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีในแบบที่พวกเขาต้องการ"
ซึ่งหมายความว่า สำหรับผู้สูงอายุบางท่าน การรักษาที่ "เหมาะสม" อาจต่างจากคำแนะนำทั่วไป เป้าหมายความดัน น้ำตาล หรือไขมัน อาจยืดหยุ่นได้ เพื่อลดผลข้างเคียงของยา และเพื่อให้ชีวิตยังมีความสุขมากพอ
- "เป้าหมายที่เหมาะสมสำหรับผมสำหรับแต่ละโรคคืออะไร?"
- "ยาทุกตัวที่กินอยู่ยังจำเป็นไหม มีตัวไหนที่หยุดได้บ้าง?"
- "สิ่งที่ผมทำได้เองที่จะช่วยได้มากที่สุดคืออะไร?"
- "มีโรคหรือภาวะอื่นที่ควรตรวจคัดกรองไหม?"
เมื่อไหร่ควรพบแพทย์ทันที
แม้จะดูแลตัวเองดี แต่ร่างกายบางครั้งก็ส่งสัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะเมื่อมีหลายโรค อาการใหม่ที่เกิดขึ้นอาจเป็นสัญญาณจากโรคที่มีอยู่แล้วทรุดลง หรืออาจเป็นผลข้างเคียงของยา
- เจ็บแน่นหน้าอก หายใจลำบาก หรือเหนื่อยมากผิดปกติ
- น้ำหนักขึ้นเร็วมาก (1–2 กก. ใน 2–3 วัน) อาจเป็นสัญญาณหัวใจล้มเหลว
- มึนงง สับสน หรืออาการที่รู้สึกว่าผิดปกติจากที่เคยเป็น
- ปัสสาวะน้อยลงมากหรือมากขึ้นผิดปกติ
- แผลที่เท้าหรือขาที่หายช้าหรือไม่หาย (โดยเฉพาะถ้าเป็นเบาหวาน)
📚 แหล่งอ้างอิงทางวิชาการ
- Forman DE, et al. Multimorbidity in Older Adults With Cardiovascular Disease. J Am Coll Cardiol. 2018;71(19):2149–2161. doi:10.1016/j.jacc.2018.03.022
- McPhail SM. Multimorbidity in chronic disease: impact on health care resources and costs. Risk Manag Healthc Policy. 2016;9:143–156. doi:10.2147/RMHP.S97248
- American Diabetes Association Professional Practice Committee. Older Adults: Standards of Care in Diabetes—2026. Diabetes Care. 2026;49(Suppl. 1):S277–S296.