ปรับปรุงล่าสุด · เขียนและตรวจตัวบทโดย เอกสยาม ชัยศร · ตัวบทตรวจกับฐานข้อมูลกฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ฉบับที่ใช้บังคับ ณ วันที่ปรับปรุง
สาระสำคัญของบทความนี้
- ตัวอย่างพินัยกรรมที่ผู้สูงอายุทำเองได้มีสองแบบ คือ แบบธรรมดาตามมาตรา 1656 (พิมพ์ได้ ต้องมีพยานสองคนพร้อมกัน) และแบบเขียนเองทั้งฉบับตามมาตรา 1657 (ไม่ต้องมีพยาน แต่ต้องเขียนด้วยมือทั้งฉบับ)
- มาตรา 1705 ให้พินัยกรรมที่ทำผิดแบบเป็นโมฆะ และการยืนยันเจตนาภายหลังไม่ทำให้กลับสมบูรณ์ (ฎีกาที่ 11034/2553)
- พยานลงชื่อภายหลังทำให้พินัยกรรมแบบธรรมดาเป็นโมฆะ (ฎีกาที่ 2102/2551 และ 3979/2545)
- พินัยกรรมเขียนเองที่ไม่ลงวันเดือนปีเป็นโมฆะ (ฎีกาที่ 8222/2540) และใช้ลายพิมพ์นิ้วมือแทนลายมือชื่อไม่ได้
- ผู้เขียน พยาน และคู่สมรสของบุคคลเหล่านั้นรับทรัพย์ตามพินัยกรรมฉบับนั้นไม่ได้ (มาตรา 1653)
- ผู้สูงอายุทำพินัยกรรมได้ตราบที่มีสติสมบูรณ์ในเวลาที่ทำ ผู้อ้างว่าจริตวิกลมีภาระพิสูจน์ (มาตรา 1704 · ฎีกาที่ 1518/2561)
ตัวอย่างพินัยกรรมที่ผู้สูงอายุทำเองได้โดยไม่ต้องไปที่ทำการของรัฐมีสองแบบ แบบแรกคือพินัยกรรมแบบธรรมดาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1656 ซึ่งพิมพ์หรือให้ผู้อื่นเขียนได้ แต่ต้องลงวันที่และลงลายมือชื่อต่อหน้าพยานสองคนซึ่งอยู่พร้อมกัน แบบที่สองคือพินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับตามมาตรา 1657 ซึ่งไม่ต้องมีพยาน แต่ผู้ทำต้องเขียนด้วยมือตนเองทั้งข้อความ วันที่ และลายมือชื่อ
บทความนี้ให้ตัวอย่างของทั้งสองแบบ แล้วอธิบายองค์ประกอบทีละข้อตามตัวบทและคำพิพากษาศาลฎีกาที่ตรวจกับฐานข้อมูลของศาลแล้ว เพราะพินัยกรรมที่ความประสงค์ชัดเจนเพียงใดก็เป็นโมฆะได้ หากพลาดเพียงเรื่องวันที่ พยาน หรือลายมือชื่อ ท้ายบทความมีการเปรียบเทียบกับกฎหมายอังกฤษ เยอรมนี และญี่ปุ่น และการวิเคราะห์เหตุผลของแบบพินัยกรรมทางนิติเศรษฐศาสตร์
สารบัญ
- แบบพินัยกรรมเป็นเงื่อนไขความสมบูรณ์ตามมาตรา 1655 และมาตรา 1705
- ตัวอย่างพินัยกรรมแบบธรรมดาตามมาตรา 1656
- องค์ประกอบของพินัยกรรมแบบธรรมดาตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกา
- ตัวอย่างพินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับตามมาตรา 1657
- องค์ประกอบของพินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกา
- ผู้เขียน พยาน และผู้รับพินัยกรรม: ข้อห้ามตามมาตรา 1653 และมาตรา 1670
- ความสามารถในการทำพินัยกรรมของผู้สูงอายุตามมาตรา 1703 และมาตรา 1704
- การแก้ไขและเพิกถอนพินัยกรรมตามมาตรา 1697 และแนวคำพิพากษา
- ภาษีการรับมรดกและภาษีการให้เมื่อส่งต่อทรัพย์สิน
- กฎหมายเปรียบเทียบ: แบบพินัยกรรมและความสามารถในการทำพินัยกรรมในอังกฤษ เยอรมนี และญี่ปุ่น
- การวิเคราะห์แบบพินัยกรรมตามมาตรา 1656 และ 1657 ทางนิติเศรษฐศาสตร์และจิตเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ
- ขั้นตอนเตรียมทำพินัยกรรมสำหรับผู้สูงอายุและครอบครัว
- คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับตัวอย่างพินัยกรรม
แบบพินัยกรรมเป็นเงื่อนไขความสมบูรณ์ตามมาตรา 1655 และมาตรา 1705
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1655 บัญญัติว่าพินัยกรรมจะทำได้ก็แต่ตามแบบใดแบบหนึ่งที่หมวดว่าด้วยแบบพินัยกรรมกำหนดไว้ และมาตรา 1705 กำหนดผลว่าพินัยกรรมที่ทำขัดต่อมาตรา 1656 หรือ 1657 ย่อมเป็นโมฆะ แบบจึงมิใช่พิธีการ แต่เป็นเงื่อนไขที่ชี้ขาดว่าความประสงค์ของผู้ทำจะมีผลบังคับหรือไม่
ผู้สูงอายุจำนวนมากเข้าใจว่าเมื่อเขียนความประสงค์ไว้ชัดเจน ลงชื่อ และมอบให้บุตรที่ไว้ใจเก็บไว้แล้ว ทรัพย์สินจะตกไปตามที่เขียนไว้ ความเข้าใจนี้ถูกเพียงครึ่งเดียว กฎหมายไทยเปิดกว้างในคำถามว่าจะยกทรัพย์ให้ผู้ใด แต่เข้มงวดในคำถามว่าต้องทำด้วยวิธีใด มาตรา 1655 วางหลักไว้สั้น ๆ ว่า[1]
“มาตรา ๑๖๕๕ พินัยกรรมนั้น จะทำได้ก็แต่ตามแบบใดแบบหนึ่งดังที่บัญญัติไว้ในหมวดนี้”ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1655
หมวดเดียวกันรับรองแบบไว้หลายแบบ นอกจากแบบธรรมดาตามมาตรา 1656 และแบบเขียนเองทั้งฉบับตามมาตรา 1657 ซึ่งเป็นสองแบบที่ผู้สูงอายุทำเองได้โดยไม่ต้องไปที่ทำการของรัฐ ยังมีแบบเอกสารฝ่ายเมืองตามมาตรา 1658 ซึ่งผู้ทำแจ้งข้อความต่อกรมการอำเภอต่อหน้าพยาน แบบเอกสารลับตามมาตรา 1660 และแบบทำด้วยวาจาตามมาตรา 1663 ซึ่งใช้ในพฤติการณ์พิเศษ บทความนี้เน้นสองแบบแรก เพราะเป็นแบบที่ผู้ค้นหาตัวอย่างพินัยกรรมใช้จริง และเป็นแบบที่คำพิพากษาศาลฎีกาวินิจฉัยเรื่องความผิดพลาดของผู้ทำไว้มากที่สุด
ผลของการไม่ทำตามแบบรุนแรงกว่าที่คนทั่วไปคาด มาตรา 1705 บัญญัติว่าพินัยกรรมหรือข้อกำหนดพินัยกรรมที่ทำขัดต่อมาตรา 1656 หรือ 1657 รวมทั้งมาตราอื่นที่ระบุไว้ ย่อมเป็นโมฆะ[2] คำว่าโมฆะหมายถึงเสียเปล่ามาแต่ต้น เมื่อผู้ทำถึงแก่ความตายแล้ว ไม่มีผู้ใดแก้ความบกพร่องนั้นได้อีก ศาลฎีกาในคำพิพากษาที่ 11034/2553 วินิจฉัยว่าแม้พยานจะไปสอบถามผู้ทำภายหลังและได้ความว่าผู้ทำประสงค์เช่นนั้นจริง ก็ไม่ทำให้พินัยกรรมที่เป็นโมฆะไปแล้วกลับสมบูรณ์ และศาลยกปัญหาแบบพินัยกรรมขึ้นวินิจฉัยเองได้เพราะเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย[3] ทรัพย์ที่ตั้งใจยกให้จึงกลับไปเป็นมรดกแบ่งแก่ทายาทโดยธรรมตามลำดับในกฎหมาย ซึ่งอาจไม่ตรงกับความประสงค์ของผู้ทำเลย
ตัวอย่างพินัยกรรมแบบธรรมดาตามมาตรา 1656
พินัยกรรมแบบธรรมดาตามมาตรา 1656 ต้องทำเป็นหนังสือ ลงวัน เดือน ปี ในขณะที่ทำ ผู้ทำลงลายมือชื่อต่อหน้าพยานอย่างน้อยสองคนซึ่งอยู่พร้อมกัน และพยานทั้งสองลงลายมือชื่อรับรองไว้ในขณะนั้น ข้อความจะพิมพ์ด้วยคอมพิวเตอร์หรือให้ผู้อื่นเขียนแทนก็ได้ จึงเหมาะกับผู้สูงอายุที่เขียนหนังสือได้ไม่สะดวก
แบบธรรมดาเป็นแบบที่ยืดหยุ่นที่สุดในเรื่องวิธีเขียน เพราะกฎหมายไม่ได้กำหนดว่าผู้ใดต้องเป็นผู้เขียนหรือพิมพ์ แต่ชดเชยด้วยการเรียกร้องพยานที่เห็นการลงลายมือชื่อพร้อมกัน ถ้อยคำของมาตรา 1656 ที่เป็นจุดแพ้ชนะในคดีส่วนใหญ่คือคำว่า “พร้อมกัน” และ “ในขณะนั้น”[4]
“มาตรา ๑๖๕๖ พินัยกรรมนั้น จะทำตามแบบดังนี้ก็ได้ กล่าวคือต้องทำเป็นหนังสือลงวัน เดือน ปี ในขณะที่ทำขึ้น และผู้ทำพินัยกรรมต้องลงลายมือชื่อไว้ต่อหน้าพยานอย่างน้อยสองคนพร้อมกัน ซึ่งพยานสองคนนั้นต้องลงลายมือชื่อรับรองลายมือชื่อของผู้ทำพินัยกรรมไว้ในขณะนั้น
การขูดลบ ตก เติม หรือการแก้ไขเปลี่ยนแปลงอย่างอื่นซึ่งพินัยกรรมนั้นย่อมไม่สมบูรณ์ เว้นแต่จะได้ปฏิบัติตามแบบอย่างเดียวกับการทำพินัยกรรมตามมาตรานี้”ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1656
(........................................)
ลงชื่อ ........................................ พยาน
ลงชื่อ ........................................ ผู้เขียนหรือผู้พิมพ์
ตัวอย่างนี้เป็นแบบทั่วไปเพื่อการศึกษา มิใช่คำปรึกษาสำหรับกรณีของผู้ใด พยานและผู้เขียนต้องไม่ใช่ผู้รับทรัพย์ตามพินัยกรรมหรือคู่สมรสของผู้รับ (มาตรา 1653) และต้องไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 1670
โครงของตัวอย่างข้างต้นสะท้อนองค์ประกอบของมาตรา 1656 ทีละข้อ บรรทัดวันที่ตอบเงื่อนไขการลงวัน เดือน ปี บรรทัดท้ายของผู้ทำและข้อความรับรองของพยานตอบเงื่อนไขการลงลายมือชื่อต่อหน้าพยานสองคนพร้อมกัน ส่วนข้อ 3 ที่ยกทรัพย์สินอื่นทั้งหมดให้ผู้ใดผู้หนึ่ง ช่วยปิดช่องว่างกรณีผู้ทำได้ทรัพย์ใหม่มาภายหลังทำพินัยกรรม มิฉะนั้นทรัพย์ส่วนนั้นจะเป็นมรดกที่ไม่มีพินัยกรรม และข้อ 4 ที่ตั้งผู้จัดการมรดกไว้ล่วงหน้า ช่วยให้การจัดการมรดกเริ่มได้เร็วขึ้นหลังผู้ทำถึงแก่ความตาย
องค์ประกอบของพินัยกรรมแบบธรรมดาตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าพยานต้องอยู่พร้อมกันขณะผู้ทำลงลายมือชื่อและต้องลงชื่อรับรองในขณะนั้น (ฎีกาที่ 3979/2545 และ 2102/2551) พินัยกรรมที่ไม่ลงวันเดือนปีเป็นโมฆะ (ฎีกาที่ 3776/2545) ส่วนผู้ทำจะพิมพ์ลายนิ้วมือแทนลายมือชื่อได้เมื่อมีพยานสองคนรับรองตามมาตรา 9 แต่พยานจะใช้ลายพิมพ์นิ้วมือไม่ได้
พยานสองคนต้องอยู่พร้อมกันและลงชื่อในขณะนั้น
คดีที่พินัยกรรมแบบธรรมดาเป็นโมฆะมากที่สุดเกิดจากพยานไม่ได้อยู่ในขณะที่ผู้ทำลงลายมือชื่อ ในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2102/2551 ผู้ตายทำพินัยกรรมด้วยพิมพ์ดีดทั้งฉบับ ศาลวินิจฉัยก่อนว่าเอกสารพิมพ์ทั้งฉบับไม่ใช่แบบเขียนเองตามมาตรา 1657 จึงต้องพิจารณาตามแบบธรรมดา แล้ววินิจฉัยต่อว่าการที่พยานลงลายมือชื่อในภายหลังขัดต่อมาตรา 1656 พินัยกรรมจึงเป็นโมฆะตามมาตรา 1705[5] คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3979/2545 วางหลักในทางเดียวกันว่าผู้ทำต้องลงลายมือชื่อต่อหน้าพยานอย่างน้อยสองคนพร้อมกัน และพยานต้องลงลายมือชื่อรับรองไว้ในขณะนั้น[6] ในทางปฏิบัติ การนำพินัยกรรมที่ผู้ทำลงชื่อไว้แล้วไปให้พยานลงชื่อทีละคนที่บ้าน หรือให้พยานคนที่สองลงชื่อในวันรุ่งขึ้น ทำให้พินัยกรรมเสียไปทั้งฉบับ
จำนวนพยานเป็นเกณฑ์ขั้นต่ำ มิใช่เพดาน คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1216/2540 วินิจฉัยว่าพินัยกรรมที่ผู้ทำลงลายมือชื่อต่อหน้าพยานสามคนซึ่งลงชื่อรับรองไว้ ถูกแบบตามมาตรา 1656 และแม้ไม่มีลายมือชื่อผู้เขียนตามมาตรา 1671 ก็ไม่เป็นโมฆะ เพราะมาตรา 1705 มิได้ระบุมาตรา 1671 ไว้[7] ส่วนพินัยกรรมที่มีพยานลงชื่อเพียงคนเดียว เช่นในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1223/2551 ย่อมไม่ถูกแบบ[8]
การลงวัน เดือน ปี
มาตรา 1656 กำหนดให้ลงวัน เดือน ปี ในขณะที่ทำ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3776/2545 วินิจฉัยว่าพินัยกรรมที่มีพยานสองคนครบแต่มิได้ลงวัน เดือน ปี ที่ทำ ขัดต่อมาตรา 1656 และเป็นโมฆะตามมาตรา 1705[9] วันที่จึงมิใช่รายละเอียดที่เติมภายหลังได้ และควรเป็นวันที่ที่ผู้ทำและพยานลงลายมือชื่อจริง เพราะหากเกิดข้อพิพาทว่าผู้ทำมีสติสมบูรณ์หรือไม่ วันที่จะเป็นจุดเริ่มของการพิสูจน์สภาพของผู้ทำในวันนั้น
ลายมือชื่อ ลายพิมพ์นิ้วมือ และมาตรา 9
ผู้สูงอายุที่เขียนชื่อไม่ได้แล้วยังทำพินัยกรรมแบบธรรมดาได้ เพราะมาตรา 9 วรรคสองให้ลายพิมพ์นิ้วมือที่ทำแทนลายมือชื่อ ถือเสมอกับลงลายมือชื่อ หากมีพยานลงลายมือชื่อรับรองไว้สองคน[10]
“มาตรา ๙ เมื่อมีกิจการอันใดซึ่งกฎหมายบังคับให้ทำเป็นหนังสือ บุคคลผู้จะต้องทำหนังสือไม่จำเป็นต้องเขียนเอง แต่หนังสือนั้นต้องลงลายมือชื่อของบุคคลนั้น
ลายพิมพ์นิ้วมือ แกงได ตราประทับ หรือเครื่องหมายอื่นทำนองเช่นว่านั้นที่ทำลงในเอกสารแทนการลงลายมือชื่อ หากมีพยานลงลายมือชื่อรับรองไว้ด้วยสองคนแล้วให้ถือเสมอกับลงลายมือชื่อ
ความในวรรคสองไม่ใช้บังคับแก่การลงลายพิมพ์นิ้วมือ แกงได ตราประทับ หรือเครื่องหมายอื่นทำนองเช่นว่านั้น ซึ่งทำลงในเอกสารที่ทำต่อหน้าพนักงานเจ้าหน้าที่”ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 9
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 387–388/2488 วินิจฉัยว่าพยานชุดเดียวกันรับรองทั้งลายพิมพ์นิ้วมือและการทำพินัยกรรมได้ ไม่ต้องมีพยานสี่คน[11] คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2659/2517 วินิจฉัยว่าเมื่อท้ายเอกสารระบุว่าผู้ทำลงชื่อต่อหน้าพยานแล้ว ไม่จำเป็นต้องเขียนซ้ำว่าพิมพ์ลายนิ้วมือต่อหน้าพยานสองคนพร้อมกัน[12] และคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4001/2545 ยอมรับพินัยกรรมที่ส่วนใหญ่เป็นตัวพิมพ์ดีด ผู้ทำลงทั้งลายมือชื่อและลายพิมพ์นิ้วมือต่อหน้าพยานสองคนพร้อมกัน ว่าสมบูรณ์ตามมาตรา 1656[13] ข้อจำกัดที่ต้องระวังคือ ผ่อนผันนี้ใช้กับผู้ทำ ไม่ใช้กับพยาน คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 359/2521 วินิจฉัยว่าการลงลายพิมพ์นิ้วมือเป็นพยานใช้ไม่ได้[14] พยานจึงต้องเป็นผู้ที่ลงลายมือชื่อได้
ตัวอย่างพินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับตามมาตรา 1657
พินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับตามมาตรา 1657 ไม่ต้องมีพยาน แต่ผู้ทำต้องเขียนด้วยมือตนเองทั้งข้อความทั้งหมด วัน เดือน ปี และลายมือชื่อ และมาตรา 1657 วรรคสามยกเว้นมาตรา 9 ไว้ จึงใช้ลายพิมพ์นิ้วมือแทนลายมือชื่อไม่ได้ เหมาะกับผู้สูงอายุที่ยังเขียนหนังสือได้คล่องและต้องการเก็บเรื่องไว้เป็นส่วนตัว
แบบเขียนเองทั้งฉบับแลกการไม่ต้องมีพยานกับข้อเรียกร้องว่าลายมือทั้งฉบับต้องเป็นของผู้ทำ ถ้อยคำที่เป็นจุดแพ้ชนะคือ “เขียนด้วยมือตนเอง” และ “ทั้งหมด” และวรรคท้ายที่ตัดมาตรา 9 ออก[15]
“มาตรา ๑๖๕๗ พินัยกรรมนั้น จะทำเป็นเอกสารเขียนเองทั้งฉบับก็ได้ กล่าวคือผู้ทำพินัยกรรมต้องเขียนด้วยมือตนเองซึ่งข้อความทั้งหมด วัน เดือน ปี และลายมือชื่อของตน
การขูดลบ ตก เติม หรือการแก้ไขเปลี่ยนแปลงอย่างอื่นซึ่งพินัยกรรมนั้นย่อมไม่สมบูรณ์ เว้นแต่ผู้ทำพินัยกรรมจะได้ทำด้วยมือตนเอง และลงลายมือชื่อกำกับไว้
บทบัญญัติมาตรา ๙ แห่งประมวลกฎหมายนี้ มิให้ใช้บังคับแก่พินัยกรรมที่ทำขึ้นตามมาตรานี้”ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1657
ตัวอย่างนี้ใช้คัดลอกด้วยลายมือเท่านั้น การพิมพ์ตัวอย่างนี้ออกมาแล้วเขียนเติมเฉพาะช่องว่าง ไม่ทำให้เป็นพินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1223/2551) หากจะแก้ข้อความ ต้องแก้ด้วยมือตนเองและลงลายมือชื่อกำกับทุกจุดตามมาตรา 1657 วรรคสอง
ตัวอย่างข้างต้นมีไว้ให้คัดลอกด้วยลายมือ มิใช่แบบฟอร์มสำหรับพิมพ์แล้วกรอก ความแตกต่างนี้มีผลทางกฎหมายโดยตรง เพราะเมื่อข้อความส่วนที่เป็นการยกทรัพย์เป็นตัวพิมพ์ เอกสารนั้นไม่เข้าแบบตามมาตรา 1657 และถ้าไม่มีพยานสองคนครบตามมาตรา 1656 ด้วย พินัยกรรมย่อมเป็นโมฆะทั้งฉบับ
องค์ประกอบของพินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าแบบพิมพ์ที่พิมพ์ข้อกำหนดยกทรัพย์ไว้แล้วไม่ใช่แบบเขียนเอง (ฎีกาที่ 1223/2551) แต่หัวเอกสารที่เป็นตัวพิมพ์ไม่ทำให้เสียหากสาระเผื่อตายเขียนด้วยมือ (ฎีกาที่ 4044/2567) ไม่ลงวันเดือนปีเป็นโมฆะ (ฎีกาที่ 8222/2540) และการให้พยานลงชื่อเป็นส่วนเกินที่ไม่ทำให้เสีย (ฎีกาที่ 8018/2547)
ตัวพิมพ์ในพินัยกรรมเขียนเอง
เส้นแบ่งที่ศาลใช้คือ ถ้าตัดข้อความที่เป็นตัวพิมพ์ออกแล้ว ส่วนที่เขียนด้วยมือยังมีความหมายเป็นพินัยกรรมหรือไม่ ในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1223/2551 แบบพิมพ์มีข้อกำหนดเผื่อตายพิมพ์ไว้ครบ ผู้ทำเขียนด้วยมือเพียงสถานที่ วันที่ ชื่อผู้ทำ ชื่อผู้รับ และลายมือชื่อ ศาลเห็นว่าส่วนที่เขียนด้วยมือไม่มีความหมายเป็นพินัยกรรม[8] ตรงกันข้าม ในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4044/2567 หัวเอกสารและข้อความบางตอนเป็นตัวพิมพ์ แต่ผู้ตายเขียนด้วยมือเองทั้งสถานที่ วันเดือนปี ชื่อ ที่อยู่ และความประสงค์ในการจัดการทรัพย์สิน ศาลจึงถือว่าเป็นแบบเขียนเองทั้งฉบับ[16] ทางที่ปลอดภัยสำหรับผู้สูงอายุคือใช้กระดาษเปล่าและเขียนทุกตัวอักษรด้วยมือตนเอง ไม่ใช้แบบฟอร์มที่พิมพ์มาจากแหล่งใด
วันที่ ลายมือชื่อ และพยาน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8222/2540 วินิจฉัยว่าพินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับที่ไม่ระบุวัน เดือน ปี ที่ทำ ย่อมเป็นโมฆะตามมาตรา 1705 และทรัพย์ส่วนนั้นตกเป็นมรดกที่ไม่มีพินัยกรรม[17] ส่วนลายมือชื่อนั้น มาตรา 1657 วรรคสามตัดการใช้มาตรา 9 ออก คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 387–388/2488 จึงวางหลักว่าในพินัยกรรมแบบนี้กฎหมายห้ามมิให้พิมพ์นิ้วมือแทนลายมือชื่อ[11] ผู้ทำที่มือสั่นจนลงลายมือชื่อตามปกติไม่ได้ จึงควรเลือกแบบธรรมดาหรือแบบเอกสารฝ่ายเมืองแทน
การมีพยานในพินัยกรรมแบบเขียนเองไม่ทำให้เสีย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8018/2547 วินิจฉัยว่าแม้ผู้ทำจะให้พยานลงชื่อไว้ด้วย ก็เป็นส่วนเกินที่ไม่ทำให้พินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับเสียไป[18] ในทางปฏิบัติ พยานที่เห็นการเขียนอาจช่วยยืนยันในภายหลังว่าผู้ทำเขียนเองและมีสติดี แต่พยานผู้นั้นต้องไม่ใช่ผู้รับทรัพย์ตามพินัยกรรมหรือคู่สมรสของผู้รับ ตามมาตรา 1653 ซึ่งใช้กับพยานในพินัยกรรมทุกแบบ
การเติมข้อความภายหลัง
มาตรา 1657 วรรคสองบัญญัติว่าการขูดลบ ตก เติม หรือแก้ไขย่อมไม่สมบูรณ์ เว้นแต่ผู้ทำจะทำด้วยมือตนเองและลงลายมือชื่อกำกับไว้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6433/2546 วินิจฉัยว่าข้อความที่เติมภายหลังโดยไม่ลงชื่อกำกับไม่มีผล แต่ไม่ทำให้พินัยกรรมที่สมบูรณ์อยู่แล้วตกเป็นโมฆะ และคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10809/2559 วางหลักในทางเดียวกัน[19] ผลในทางปฏิบัติคือทรัพย์ที่เติมเข้ามาภายหลังโดยไม่ลงชื่อกำกับจะไม่ตกแก่ผู้รับตามที่ผู้ทำตั้งใจ ถ้าจะเพิ่มทรัพย์หรือเปลี่ยนผู้รับ ควรลงลายมือชื่อกำกับทุกจุดที่แก้ หรือทำพินัยกรรมฉบับใหม่ทั้งฉบับ
ผู้เขียน พยาน และผู้รับพินัยกรรม: ข้อห้ามตามมาตรา 1653 และมาตรา 1670
มาตรา 1653 ห้ามผู้เขียนหรือพยานในพินัยกรรม และคู่สมรสของบุคคลเหล่านั้น เป็นผู้รับทรัพย์ตามพินัยกรรมฉบับนั้น ส่วนมาตรา 1670 ห้ามผู้ยังไม่บรรลุนิติภาวะ บุคคลวิกลจริตหรือผู้เสมือนไร้ความสามารถ และผู้ที่หูหนวก เป็นใบ้ หรือจักษุบอดทั้งสองข้าง เป็นพยาน การเลือกบุตรที่จะได้รับทรัพย์มาเป็นพยานจึงตัดสิทธิบุตรผู้นั้นเอง
“มาตรา ๑๖๕๓ ผู้เขียน หรือพยานในพินัยกรรมจะเป็นผู้รับทรัพย์ตามพินัยกรรมนั้นไม่ได้
ให้ใช้บทบัญญัติในวรรคก่อนบังคับแก่คู่สมรสของผู้เขียนหรือพยานในพินัยกรรมด้วย
พนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งได้จดข้อความแห่งพินัยกรรมที่พยานนำมาแจ้งตามมาตรา ๑๖๖๓ ให้ถือว่าเป็นผู้เขียนพินัยกรรมตามความหมายแห่งมาตรานี้”ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1653
ความผิดพลาดที่พบบ่อยในครอบครัวคือการให้บุตรที่ดูแลใกล้ชิดเป็นผู้พิมพ์หรือเป็นพยาน เพราะสะดวกและไว้ใจ ผลตามมาตรา 1653 คือบุตรผู้นั้นรับทรัพย์ตามพินัยกรรมไม่ได้[20] คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4001/2545 ชี้ขอบเขตของผลนี้ว่า ข้อกำหนดที่ยกทรัพย์ให้ผู้รับซึ่งคู่สมรสของตนลงชื่อเป็นพยานเป็นโมฆะเฉพาะส่วนนั้น ส่วนข้อกำหนดอื่นยังใช้ได้[13] ผลนี้ต่างจากความเข้าใจทั่วไปที่ว่าพินัยกรรมเสียทั้งฉบับ แต่ก็ยังหมายความว่าผู้ที่ผู้ทำตั้งใจดูแลมากที่สุดอาจเป็นผู้เดียวที่ไม่ได้รับทรัพย์
คุณสมบัติของพยานอยู่ในมาตรา 1670 ซึ่งตัดบุคคลสามกลุ่มออก[21] เหตุผลคือพยานต้องรับรู้และยืนยันในภายหลังได้ว่าการทำพินัยกรรมเกิดขึ้นจริงอย่างไร ผู้สูงอายุที่ต้องการให้เพื่อนบ้านหรือผู้ดูแลที่ไม่เกี่ยวข้องกับทรัพย์มาเป็นพยาน จึงควรตรวจทั้งสองมาตรานี้ก่อนนัดวันลงชื่อ และควรให้พยานเป็นผู้ที่ติดต่อได้ในอนาคต เพราะเมื่อเกิดข้อพิพาท พยานคือผู้ที่ต้องไปเบิกความต่อศาล
ความสามารถในการทำพินัยกรรมของผู้สูงอายุตามมาตรา 1703 และมาตรา 1704
มาตรา 1703 ให้พินัยกรรมของผู้มีอายุไม่ครบสิบห้าปีบริบูรณ์เป็นโมฆะ และมาตรา 1704 ให้พินัยกรรมของผู้ที่ศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถเป็นโมฆะ ส่วนผู้ที่ถูกอ้างว่าวิกลจริตแต่ศาลยังไม่ได้สั่ง พินัยกรรมเสียเปล่าก็ต่อเมื่อพิสูจน์ได้ว่าขณะทำผู้ทำจริตวิกลอยู่ และภาระพิสูจน์ตกแก่ผู้กล่าวอ้าง
“มาตรา ๑๗๐๔ พินัยกรรมซึ่งบุคคลผู้ถูกศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถทำขึ้นนั้น เป็นโมฆะ
พินัยกรรมซึ่งบุคคลผู้ถูกอ้างว่าเป็นคนวิกลจริต แต่ศาลยังไม่ได้สั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถทำขึ้นนั้น จะเป็นอันเสียเปล่าก็แต่เมื่อพิสูจน์ได้ว่าในเวลาที่ทำพินัยกรรมนั้นผู้ทำจริตวิกลอยู่”ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1704
อายุมากมิใช่เหตุที่ทำให้ทำพินัยกรรมไม่ได้ กฎหมายกำหนดเพียงอายุขั้นต่ำสิบห้าปีบริบูรณ์ตามมาตรา 1703[22] ประเด็นสำหรับผู้สูงอายุจึงอยู่ที่สภาพจิตในเวลาที่ทำ มาตรา 1704 แยกไว้สองกรณี[23] กรณีแรก ผู้ที่ศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถแล้ว พินัยกรรมเป็นโมฆะโดยไม่ต้องพิสูจน์อาการในวันทำ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3552/2550 วินิจฉัยว่าพินัยกรรมที่ทำระหว่างยังมีสถานะคนไร้ความสามารถเป็นโมฆะ แม้ผู้พิทักษ์จะยินยอมก็ตาม[24] กรณีที่สอง ผู้ที่ยังไม่มีคำสั่งศาล พินัยกรรมเสียเปล่าก็ต่อเมื่อพิสูจน์ได้ว่าขณะทำพินัยกรรมผู้ทำจริตวิกลอยู่ ดังคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2307/2539 ซึ่งเจ้ามรดกเขียนพินัยกรรมขณะมีผู้อื่นควบคุมบอกให้เขียนและสติสัมปชัญญะไม่สมบูรณ์[25]
ภาระพิสูจน์มีความสำคัญมากในคดีของผู้สูงอายุ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1518/2561 วินิจฉัยว่าผู้คัดค้านที่อ้างว่าผู้ทำถูกหลอกหรือสติไม่สมบูรณ์มีภาระพิสูจน์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84/1[26] และคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5972–5973/2538 วินิจฉัยว่าการพิสูจน์สภาพจิตต้องอาศัยพฤติการณ์แวดล้อมและความเป็นพิรุธของตัวเอกสาร[27] เมื่อผู้ทำป่วยหนักจนไม่รับรู้สาระของเอกสาร ศาลไม่ถือว่าเป็นพินัยกรรมที่ใช้ได้ ดังคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 574–575/2567 ซึ่งเจ้ามรดกป่วยหนักและชราภาพ ถูกนำพินัยกรรมที่ผู้อื่นจัดทำมาให้พิมพ์ลายนิ้วมือ และคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6297/2556 ซึ่งผู้ตายไม่รู้สึกตัวและพูดไม่ได้ในขณะทำ[28]
สำหรับครอบครัวที่ผู้สูงอายุเริ่มมีอาการหลงลืม ข้อพิจารณาเชิงป้องกันมีสองข้อ ข้อแรก ทำพินัยกรรมในช่วงที่ผู้ทำยังเข้าใจทรัพย์สินและความสัมพันธ์ในครอบครัวได้ดี ไม่รอจนอาการชัดเจน ข้อที่สอง ในวันที่ทำ ควรมีเอกสารทางการแพทย์ที่บันทึกสภาพความรู้คิดใกล้กับวันนั้น เพราะเป็นพยานหลักฐานที่ตอบคำถามตามมาตรา 1704 วรรคสองได้ตรงที่สุด รายละเอียดเรื่องคนไร้ความสามารถ ผู้อนุบาล และผลของคำสั่งศาลต่อนิติกรรม อยู่ในบทความ คนไร้ความสามารถและคนเสมือนไร้ความสามารถ
การแก้ไขและเพิกถอนพินัยกรรมตามมาตรา 1697 และแนวคำพิพากษา
มาตรา 1697 กำหนดว่าเมื่อพินัยกรรมฉบับก่อนกับฉบับหลังขัดกัน ฉบับก่อนถูกเพิกถอนเฉพาะส่วนที่ขัดกัน ส่วนการเพิกถอนด้วยการทำลาย ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าต้องทำลายหรือขีดฆ่าด้วยความตั้งใจ การพูดว่ายกเลิกแล้วไม่มีผล และถ้าทำไว้หลายต้นฉบับต้องเพิกถอนทุกฉบับ (ฎีกาที่ 838/2508 และ 1263/2481)
ผู้สูงอายุมักเปลี่ยนใจเรื่องการแบ่งทรัพย์เมื่อสถานการณ์ในครอบครัวเปลี่ยน เช่น บุตรคนหนึ่งรับภาระดูแลมากขึ้น หรือมีหลานที่ต้องการความช่วยเหลือ กฎหมายเปิดให้เปลี่ยนได้เสมอระหว่างที่ผู้ทำยังมีชีวิตและมีความสามารถ แต่วิธีเปลี่ยนต้องถูกต้อง มาตรา 1697 วางหลักว่าฉบับหลังเพิกถอนฉบับก่อนเฉพาะส่วนที่ขัดกันเท่านั้น[29] ส่วนที่ไม่ขัดกันของฉบับก่อนยังมีผลอยู่ ผู้ที่ทำพินัยกรรมไว้หลายฉบับโดยไม่ระบุความสัมพันธ์ระหว่างกัน จึงทิ้งงานตีความไว้ให้ทายาท ทางที่ชัดกว่าคือระบุในฉบับใหม่ว่าให้เพิกถอนพินัยกรรมทุกฉบับที่ทำไว้ก่อน
การเพิกถอนด้วยการกระทำทางกายภาพมีเงื่อนไขของตนเอง คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 838/2508 วินิจฉัยว่าการเพิกถอนต้องทำลายหรือขีดฆ่าด้วยความตั้งใจ การแสดงเจตนาด้วยถ้อยคำอย่างเดียวไม่เพียงพอ และคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1263/2481 วินิจฉัยว่าพินัยกรรมที่ทำไว้หลายต้นฉบับต้องเพิกถอนทุกฉบับ[30] การบอกบุตรว่าพินัยกรรมฉบับเดิมไม่ใช้แล้ว โดยที่ต้นฉบับยังอยู่ครบ จึงไม่ทำให้ฉบับนั้นสิ้นผล ส่วนการแก้ไขข้อความในฉบับเดิม ต้องทำตามแบบเดียวกับการทำพินัยกรรมตามมาตรา 1656 วรรคสอง หรือแก้ด้วยมือตนเองและลงลายมือชื่อกำกับตามมาตรา 1657 วรรคสอง
ภาษีการรับมรดกและภาษีการให้เมื่อส่งต่อทรัพย์สิน
การทำพินัยกรรมตามมาตรา 1656 หรือ 1657 ไม่ก่อภาระภาษีขึ้นเอง ภาระภาษีเกิดตามพระราชบัญญัติภาษีการรับมรดก พ.ศ. 2558 เมื่อผู้รับได้รับมรดกเกินเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด และอาจเกิดตามประมวลรัษฎากรเมื่อยกทรัพย์ให้ขณะยังมีชีวิต การเลือกระหว่างทำพินัยกรรมกับโอนให้ก่อนจึงควรพิจารณาผลทางภาษีและสิทธิในทรัพย์ไปพร้อมกัน
คำถามที่ครอบครัวถามบ่อยคือ ควรโอนบ้านและที่ดินให้บุตรเสียตั้งแต่ยังมีชีวิต หรือทำพินัยกรรมไว้ ทั้งสองทางมีผลทางกฎหมายต่างกันมาก การโอนให้ขณะมีชีวิตทำให้กรรมสิทธิ์ออกจากมือผู้สูงอายุทันที ขณะที่พินัยกรรมมีผลเมื่อผู้ทำถึงแก่ความตาย และเปลี่ยนแปลงได้จนถึงวันนั้น ส่วนภาษีของแต่ละทางคำนวณคนละฐาน รายละเอียดอัตราและเกณฑ์ของภาษีการรับมรดกและภาษีการให้ อธิบายไว้ในบทความ วางแผนภาษีการรับมรดก ของ eksiamtax.com ส่วนลำดับทายาทเมื่อไม่มีพินัยกรรม อยู่ในบทความ ผู้สูงอายุไม่มีพินัยกรรม
นอกจากภาษีที่เกี่ยวกับการส่งต่อทรัพย์สินแล้ว ผู้ทำพินัยกรรมที่มีอายุ 65 ปีบริบูรณ์ขึ้นไปได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ส่วนที่ไม่เกิน 190,000 บาทต่อปีตามกฎกระทรวงฉบับที่ 126 ข้อ 2 (72) ดูรายละเอียดที่ ภาษีเงินได้ของผู้สูงอายุและค่าลดหย่อนบิดามารดา
กฎหมายเปรียบเทียบ: แบบพินัยกรรมและความสามารถในการทำพินัยกรรมในอังกฤษ เยอรมนี และญี่ปุ่น
อังกฤษตาม Wills Act 1837 มาตรา 9 เรียกร้องพยานสองคนที่อยู่พร้อมกันเช่นเดียวกับมาตรา 1656 ของไทย แต่ศาลมีอำนาจแก้ความผิดพลาดทางธุรการได้ เยอรมนีตาม BGB § 2247 ถือว่าวันที่และสถานที่เป็นเพียงสิ่งที่ “ควร” ระบุ ส่วนญี่ปุ่นตามมาตรา 968 ของประมวลกฎหมายแพ่งยอมรับลายพิมพ์นิ้วมือแทนตราประทับ กฎหมายไทยเคร่งครัดกว่าทั้งสามระบบ
อังกฤษและเวลส์: พยานพร้อมกันและอำนาจแก้ความผิดพลาด
Wills Act 1837 มาตรา 9 กำหนดให้ผู้ทำลงลายมือชื่อหรือรับรองลายมือชื่อต่อหน้าพยานสองคนขึ้นไป “present at the same time” (อยู่พร้อมกัน) ซึ่งตรงกับคำว่า “พร้อมกัน” ในมาตรา 1656 ของไทย และในช่วงโรคระบาด กฎหมายอังกฤษเคยยอมให้การอยู่ต่อหน้ากันผ่านการประชุมทางวิดีโอ (videoconference) สำหรับพินัยกรรมที่ทำระหว่าง 31 มกราคม 2020 ถึง 31 มกราคม 2024 เท่านั้น[31] ความต่างอยู่ที่ผลของความผิดพลาด ในคดี Marley v Rawlings [2014] UKSC 2 สามีภริยาลงลายมือชื่อในพินัยกรรมของอีกฝ่ายหนึ่งโดยไม่มีผู้ใดสังเกต ศาลสูงสุดอังกฤษวินิจฉัยว่ามาตรา 9 เป็นเรื่องแบบ ซึ่งพินัยกรรมผ่านแล้ว และแก้ไขถ้อยคำให้ตรงกับเจตนาโดยอาศัยอำนาจแก้ความผิดพลาดทางธุรการ (clerical error) ตาม Administration of Justice Act 1982 มาตรา 20[32] กฎหมายไทยไม่มีบทบัญญัติทำนองนี้ และมาตรา 1705 ให้ผลเป็นโมฆะทันทีเมื่อแบบบกพร่อง
เยอรมนี: วันที่ที่ “ควร” ระบุ และความสามารถตาม § 2229
BGB § 2247 ให้ทำพินัยกรรมด้วยการเขียนและลงลายมือชื่อด้วยมือตนเอง แต่ใช้คำว่า “soll” (ควร) กับการระบุวันที่และสถานที่ และวรรค (5) ให้พินัยกรรมที่ไม่ลงวันที่ยังสมบูรณ์ได้ หากพิสูจน์เวลาที่ทำได้จากหลักฐานอื่น[33] ผลจึงต่างจากคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8222/2540 ของไทยซึ่งให้พินัยกรรมเขียนเองที่ไม่ลงวันที่เป็นโมฆะ ในเรื่องความสามารถ BGB § 2229 วรรค (4) วางเกณฑ์ไว้ที่ความสามารถในการเข้าใจความหมายของการแสดงเจตนาและกระทำตามความเข้าใจนั้น ซึ่งเป็นการทดสอบตามหน้าที่ของจิตใจในเรื่องนั้น มิใช่การวินิจฉัยโรค
ญี่ปุ่น: ตราประทับ ลายพิมพ์นิ้วมือ และการแก้กฎหมายปี 2026
ประมวลกฎหมายแพ่งญี่ปุ่น มาตรา 968 กำหนดให้เขียนข้อความทั้งหมด วันที่ และชื่อด้วยมือ และประทับตรา ตั้งแต่ปี 2018 บัญชีทรัพย์สินที่แนบไว้ไม่ต้องเขียนด้วยมือ แต่ต้องลงชื่อและประทับตราทุกแผ่น[34] ศาลสูงสุดญี่ปุ่นวินิจฉัยในคำพิพากษาวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 1989 (平成元年) ว่าการประทับตราในพินัยกรรมเขียนเองใช้ลายพิมพ์นิ้วมือแทนได้[35] ซึ่งต่างจากไทยที่มาตรา 1657 วรรคสามตัดการใช้ลายพิมพ์นิ้วมือแทนลายมือชื่อออก และในคำพิพากษาวันที่ 18 มกราคม 2021 (令和3年) ศาลวินิจฉัยว่าวันที่ในพินัยกรรมที่ไม่ตรงกับวันที่ทำเสร็จจริงไม่ทำให้พินัยกรรมโมฆะโดยเหตุนั้นอย่างเดียว เพราะการตีความแบบเคร่งครัดเกินจำเป็นอาจขัดขวางเจตนาที่แท้จริงของผู้ทำ[36] กฎหมายแก้ไขที่ญี่ปุ่นประกาศเมื่อ 24 มิถุนายน 2026 จะยกเลิกข้อกำหนดเรื่องตราประทับในมาตรา 968 เมื่อมีกฤษฎีกากำหนดวันใช้บังคับ ซึ่งยังไม่ใช้บังคับในวันที่ปรับปรุงบทความนี้
ความสามารถในการทำพินัยกรรมของผู้สูงอายุในศาลอังกฤษ
เกณฑ์ความสามารถในการทำพินัยกรรมของอังกฤษมาจากคดี Banks v Goodfellow (1870) ซึ่งศาลอุทธรณ์ยกถ้อยคำไว้ในคดี Hughes v Pritchard [2022] EWCA Civ 386 ว่าผู้ทำต้องเข้าใจลักษณะและผลของการทำพินัยกรรม เข้าใจขอบเขตของทรัพย์สิน และเข้าใจถึงผู้ที่ควรได้รับการพิจารณา ศาลยังกล่าวถึงแนวปฏิบัติที่เรียกว่า “golden rule” ว่าพินัยกรรมของผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยหนักควรมีแพทย์ตรวจและบันทึกความสามารถไว้[37] ในคดี Key v Key [2010] EWHC 408 (Ch) ผู้ทำอายุ 89 ปี ทำพินัยกรรมใหม่หนึ่งสัปดาห์หลังภริยาถึงแก่ความตาย ศาลวินิจฉัยว่าภาวะเศร้าโศกจากการสูญเสียอาจทำให้ขาดความสามารถได้ และพินัยกรรมฉบับนั้นใช้ไม่ได้[38]
เมื่อย้อนกลับมาที่กฎหมายไทย ข้อสรุปมีสามข้อ ข้อแรก มาตรา 1656 และ 1657 อยู่ฝั่งเคร่งครัดที่สุดในบรรดาระบบที่เปรียบเทียบ ทั้งเรื่องวันที่ ลายพิมพ์นิ้วมือ และการไม่มีอำนาจแก้ความผิดพลาด ความระมัดระวังในวันทำพินัยกรรมจึงคุ้มค่ากว่าการหวังให้ศาลผ่อนผันในภายหลัง ข้อที่สอง มาตรา 1704 วรรคสองใช้เกณฑ์สภาพจิต “ในเวลาที่ทำพินัยกรรม” เช่นเดียวกับระบบอื่น การบันทึกสภาพความรู้คิดของผู้ทำในวันนั้นจึงเป็นแนวปฏิบัติที่ใช้ได้กับคดีในศาลไทยด้วย ข้อที่สาม ช่วงหลังการสูญเสียคู่ชีวิตเป็นช่วงที่ควรหลีกเลี่ยงการเปลี่ยนพินัยกรรมครั้งใหญ่
การวิเคราะห์แบบพินัยกรรมตามมาตรา 1656 และ 1657 ทางนิติเศรษฐศาสตร์และจิตเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ
ทางนิติเศรษฐศาสตร์ แบบพินัยกรรมตามมาตรา 1656 และ 1657 ทำหน้าที่ลดต้นทุนการพิสูจน์เจตนาหลังผู้ทำถึงแก่ความตาย ซึ่งเป็นเวลาที่ถามผู้ทำไม่ได้แล้ว แลกกับความเสี่ยงที่เจตนาจริงจะล้มเหลวเพราะความผิดพลาดเล็กน้อย ส่วนจิตเวชศาสตร์ผู้สูงอายุชี้ว่าความสามารถในการทำพินัยกรรมต้องประเมินเฉพาะเรื่องและในเวลาที่ทำ ซึ่งตรงกับเกณฑ์ของมาตรา 1704
John H. Langbein อธิบายในบทความ “Substantial Compliance with the Wills Act” (1975) ว่าแบบของพินัยกรรมมีหน้าที่สี่ประการ คือ หน้าที่ด้านพยานหลักฐาน (evidentiary) ที่ให้ศาลมีหลักฐานเจตนาที่เชื่อถือได้ หน้าที่จัดช่องทาง (channeling) ที่ทำให้พินัยกรรมมีรูปแบบมาตรฐานจนศาลและทายาทจัดการได้เป็นปกติ หน้าที่เตือนสติ (cautionary) ที่ทำให้ผู้ทำตระหนักว่ากำลังทำการที่มีผลจริงจัง และหน้าที่ป้องกัน (protective) จากการหลอกลวงหรือบีบบังคับในขณะทำ[39] เมื่อนำกรอบนี้มาอ่านมาตรา 1656 จะเห็นว่าพยานสองคนที่อยู่พร้อมกันทำหน้าที่ด้านพยานหลักฐานและการป้องกันไปพร้อมกัน ส่วนมาตรา 1657 ใช้ลายมือของผู้ทำทั้งฉบับเป็นหลักฐานแทนพยาน เพราะลายมือที่ยาวทั้งฉบับปลอมได้ยากกว่าลายมือชื่อเพียงจุดเดียว
ในภาษาของต้นทุนธุรกรรม (transaction cost) แบบที่เคร่งครัดลดต้นทุนการพิสูจน์และการฟ้องร้องหลังผู้ทำถึงแก่ความตาย แต่สร้างต้นทุนอีกชนิดหนึ่ง คือความผิดพลาดที่ทำให้เจตนาจริงล้มเหลว ต้นทุนนี้ไม่ได้ตกแก่ผู้ทำ เพราะผู้ทำไม่อยู่แล้ว แต่ตกแก่ผู้ที่ผู้ทำตั้งใจจะดูแล ข้อเสนอของ Langbein คือให้ศาลยอมรับพินัยกรรมที่ปฏิบัติตามแบบในสาระสำคัญ (substantial compliance) เมื่อหน้าที่ทั้งสี่ได้รับการตอบสนองแล้ว กฎหมายไทยตามมาตรา 1705 และคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11034/2553 ยังยืนอยู่ฝั่งการปฏิบัติตามแบบอย่างเคร่งครัด (strict compliance) ผลในทางปฏิบัติคือ ภาระของความระมัดระวังถูกผลักไปไว้ที่วันทำพินัยกรรม ซึ่งต้นทุนการป้องกันต่ำมาก เพียงนัดพยานสองคนให้อยู่พร้อมกันและตรวจรายการก่อนลงชื่อ เทียบกับความเสียหายที่ป้องกันได้ซึ่งอาจเป็นบ้านทั้งหลังของครอบครัว
มุมของจิตเวชศาสตร์ผู้สูงอายุเติมคำอธิบายให้มาตรา 1704 บทความของ Kenneth I. Shulman และคณะใน American Journal of Psychiatry (2007) อธิบายว่าความสามารถในการทำพินัยกรรมเป็นความสามารถเฉพาะงาน (task-specific) ไม่ได้ขึ้นกับการวินิจฉัยโรคเพียงอย่างเดียว ผู้ที่มีโรคทางจิตอาจยังทำพินัยกรรมได้ถ้าอาการไม่กระทบการตัดสินใจเรื่องทรัพย์ บทความระบุสัญญาณที่ควรระวัง เช่น การเปลี่ยนพินัยกรรมจากเดิมอย่างรุนแรง การอยู่ในภาวะพึ่งพิงผู้อื่น และการเปลี่ยนพินัยกรรมหลายครั้ง และเตือนว่าแบบทดสอบคัดกรองความรู้คิดอย่างเดียวใช้ตัดสินความสามารถไม่ได้ จึงควรประเมินในเวลาใกล้กับการทำพินัยกรรม[40] ข้อสังเกตนี้สอดคล้องกับภาระพิสูจน์ในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1518/2561 และการพิจารณาพฤติการณ์แวดล้อมในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5972–5973/2538 ครอบครัวที่ผู้สูงอายุมีโรคประจำตัวด้านความจำ จึงควรนัดทำพินัยกรรมในวันที่ผู้ทำมีอาการดี และเก็บบันทึกของแพทย์ไว้กับพินัยกรรม
ขั้นตอนเตรียมทำพินัยกรรมสำหรับผู้สูงอายุและครอบครัว
ขั้นตอนที่ลดความเสี่ยงตามมาตรา 1653 1656 1657 และ 1704 มีห้าขั้น คือ ทำบัญชีทรัพย์สินและผู้รับ เลือกแบบที่เหมาะกับความสามารถในการเขียน เลือกพยานที่ไม่ใช่ผู้รับหรือคู่สมรสของผู้รับ ลงชื่อในวันเดียวกันต่อหน้าพยานพร้อมกัน และเก็บรักษาต้นฉบับพร้อมบันทึกสภาพผู้ทำ
- ทำบัญชีทรัพย์สิน ระบุเลขโฉนด เลขที่บัญชี และทะเบียนทรัพย์สินให้ครบ เพื่อให้ข้อกำหนดแต่ละข้อชี้ไปที่ทรัพย์ชิ้นใดชิ้นหนึ่งได้แน่นอน และเพิ่มข้อกำหนดสำหรับทรัพย์สินอื่นทั้งหมดไว้ท้ายสุด
- เลือกแบบ ผู้ที่เขียนหนังสือได้คล่องเลือกแบบเขียนเองทั้งฉบับตามมาตรา 1657 ได้ ผู้ที่มือสั่นหรือเขียนไม่สะดวกควรเลือกแบบธรรมดาตามมาตรา 1656 หรือแบบเอกสารฝ่ายเมืองตามมาตรา 1658
- เลือกพยานและผู้เขียน ต้องไม่ใช่ผู้รับทรัพย์หรือคู่สมรสของผู้รับตามมาตรา 1653 และไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 1670
- ลงชื่อในวันเดียวกัน ผู้ทำและพยานสองคนอยู่พร้อมกัน ลงวัน เดือน ปี และลงลายมือชื่อในขณะนั้น หากผู้ทำใช้ลายพิมพ์นิ้วมือ ต้องเป็นแบบธรรมดาและมีพยานสองคนลงชื่อรับรองตามมาตรา 9
- เก็บรักษาและบันทึก เก็บต้นฉบับไว้ในที่ที่ผู้จัดการมรดกที่ตั้งไว้ทราบ หากผู้ทำมีโรคประจำตัวด้านความจำ ให้แนบบันทึกของแพทย์ที่ตรวจใกล้กับวันทำพินัยกรรม
เมื่อทำเสร็จแล้ว ควรทบทวนพินัยกรรมเมื่อมีเหตุการณ์สำคัญในครอบครัว เช่น การสมรส การถึงแก่ความตายของผู้รับ หรือการขายทรัพย์ที่ระบุไว้ เพราะข้อกำหนดที่ชี้ไปยังทรัพย์ที่ไม่มีอยู่แล้วหรือผู้รับที่ถึงแก่ความตายไปก่อน อาจทำให้ทรัพย์ส่วนนั้นกลับไปเป็นมรดกที่แบ่งตามลำดับทายาทโดยธรรม
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับตัวอย่างพินัยกรรม
คำถามเจ็ดข้อด้านล่างตอบตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 9 1653 1656 1657 1703 และ 1704 พร้อมเลขคำพิพากษาศาลฎีกาที่วางหลักไว้ คำตอบเป็นข้อมูลกฎหมายทั่วไป หากข้อเท็จจริงของครอบครัวซับซ้อน เช่น มีทรัพย์หลายแปลงหรือทายาทหลายลำดับ ควรให้ผู้รู้กฎหมายตรวจร่างก่อนลงชื่อ
- ตัวอย่างพินัยกรรมแบบธรรมดา ต้องมีอะไรบ้าง
- ต้องทำเป็นหนังสือ ลงวัน เดือน ปี ในขณะที่ทำ ผู้ทำลงลายมือชื่อต่อหน้าพยานอย่างน้อยสองคนซึ่งอยู่พร้อมกัน และพยานทั้งสองลงลายมือชื่อรับรองไว้ในขณะนั้นตามมาตรา 1656 ข้อความจะพิมพ์หรือให้ผู้อื่นเขียนก็ได้ ถ้าพยานลงชื่อภายหลัง พินัยกรรมเป็นโมฆะ ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2102/2551
- พินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับ ต้องมีพยานไหม
- ไม่ต้องมี มาตรา 1657 กำหนดเพียงให้ผู้ทำเขียนข้อความทั้งหมด วัน เดือน ปี และลายมือชื่อด้วยมือตนเอง ถ้าให้พยานลงชื่อไว้ด้วย ก็เป็นส่วนเกินที่ไม่ทำให้พินัยกรรมเสีย ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8018/2547 แต่พยานผู้นั้นต้องไม่ใช่ผู้รับทรัพย์หรือคู่สมรสของผู้รับ
- พินัยกรรมพิมพ์ด้วยคอมพิวเตอร์ได้หรือไม่
- ได้เฉพาะแบบธรรมดาตามมาตรา 1656 ซึ่งต้องมีพยานสองคนอยู่พร้อมกัน พินัยกรรมที่พิมพ์ทั้งฉบับไม่ใช่แบบเขียนเองทั้งฉบับตามมาตรา 1657 ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2102/2551 การพิมพ์แบบฟอร์มแล้วเขียนเติมเฉพาะช่องว่างก็ไม่เป็นแบบเขียนเอง ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1223/2551
- ทำพินัยกรรมได้ตั้งแต่อายุเท่าใด และผู้สูงอายุมีอายุสูงสุดหรือไม่
- มาตรา 1703 ให้พินัยกรรมของผู้มีอายุไม่ครบสิบห้าปีบริบูรณ์เป็นโมฆะ จึงทำได้ตั้งแต่อายุสิบห้าปีบริบูรณ์ กฎหมายไม่มีอายุสูงสุด ผู้สูงอายุทำพินัยกรรมได้ตราบที่มีสติสมบูรณ์ในเวลาที่ทำ ตามเกณฑ์ของมาตรา 1704
- ผู้สูงอายุที่ป่วยหรือเริ่มหลงลืม ทำพินัยกรรมได้หรือไม่
- ได้ ถ้าศาลยังไม่ได้สั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ และในเวลาที่ทำมีสติสมบูรณ์ มาตรา 1704 วรรคสองให้พินัยกรรมเสียเปล่าก็ต่อเมื่อพิสูจน์ได้ว่าขณะทำผู้ทำจริตวิกลอยู่ และผู้กล่าวอ้างมีภาระพิสูจน์ ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1518/2561 แต่ถ้าศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถแล้ว พินัยกรรมเป็นโมฆะตามมาตรา 1704 วรรคหนึ่ง
- ลูกที่จะได้รับมรดกเป็นพยานในพินัยกรรมได้หรือไม่
- เป็นพยานได้ แต่จะรับทรัพย์ตามพินัยกรรมฉบับนั้นไม่ได้ เพราะมาตรา 1653 ห้ามผู้เขียนหรือพยานและคู่สมรสของบุคคลเหล่านั้นเป็นผู้รับทรัพย์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4001/2545 วินิจฉัยว่าข้อกำหนดที่ยกทรัพย์ให้ผู้นั้นเป็นโมฆะเฉพาะส่วนนั้น ส่วนอื่นของพินัยกรรมยังใช้ได้
- ใช้ลายพิมพ์นิ้วมือแทนลายมือชื่อในพินัยกรรมได้หรือไม่
- ในพินัยกรรมแบบธรรมดา ผู้ทำใช้ลายพิมพ์นิ้วมือได้ เมื่อมีพยานสองคนลงลายมือชื่อรับรองตามมาตรา 9 วรรคสอง แต่พยานจะใช้ลายพิมพ์นิ้วมือไม่ได้ ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 359/2521 ส่วนพินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับใช้ลายพิมพ์นิ้วมือไม่ได้เลย เพราะมาตรา 1657 วรรคสามยกเว้นมาตรา 9
ให้ช่วยตรวจร่างพินัยกรรมก่อนลงชื่อ
สองคำถามแรกเกี่ยวกับพินัยกรรมของท่าน ตอบให้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายผ่านแบบฟอร์มติดต่อท้ายหน้า เรื่องที่ต้องดูเอกสารจริง เช่น ตรวจร่างพินัยกรรม เลือกแบบและพยาน หรือวางแผนส่งต่อบ้านและที่ดิน ใช้บริการปรึกษา 45 นาที ค่าบริการ 4,900 บาท ซึ่งได้คำตอบที่ใช้ตัดสินใจได้จริง
บทความนี้เป็นข้อมูลกฎหมายทั่วไป มิใช่ความเห็นทางกฎหมายสำหรับกรณีของผู้ใด