ปรับปรุงล่าสุด · เขียนและตรวจตัวบทโดย เอกสยาม ชัยศร · ตัวบทตรวจกับฐานข้อมูลกฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ฉบับที่ใช้บังคับ ณ วันที่ปรับปรุง
สาระสำคัญของบทความนี้
- คนไร้ความสามารถคือบุคคลวิกลจริตที่ศาลสั่งตามมาตรา 28 ภาวะสมองเสื่อมขั้นรุนแรงเข้าความหมายของวิกลจริตได้ (ฎีกาที่ 490/2509 · 5466/2537)
- คนเสมือนไร้ความสามารถตามมาตรา 32 ยังทำนิติกรรมเองได้ เว้นแต่กิจการตามมาตรา 34 ที่ต้องได้รับความยินยอมของผู้พิทักษ์ก่อน
- ก่อนศาลสั่ง นิติกรรมของคนวิกลจริตเป็นโมฆียะเฉพาะเมื่อคู่กรณีรู้ (มาตรา 30) หลังศาลสั่ง เป็นโมฆียะทุกกรณี (มาตรา 29)
- ผู้อนุบาลที่เป็นบุตรต้องขออนุญาตศาลก่อนขายหรือจำนองที่ดิน (มาตรา 1574 ประกอบ 1598/18 · ฎีกาที่ 6350/2541)
- พินัยกรรมของคนไร้ความสามารถเป็นโมฆะ (มาตรา 1704 · ฎีกาที่ 3552/2550) ส่วนคนเสมือนไร้ความสามารถที่มีสติดีทำได้
- หนังสือมอบอำนาจระงับเมื่อผู้มอบตกเป็นผู้ไร้ความสามารถ (มาตรา 826 วรรคสอง)
คนไร้ความสามารถ คือบุคคลวิกลจริตที่ศาลมีคำสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 28 และต้องอยู่ในความอนุบาลของผู้อนุบาลซึ่งเป็นผู้แทนโดยชอบธรรม ส่วนคนเสมือนไร้ความสามารถตามมาตรา 32 คือผู้ที่จัดทำการงานโดยตนเองไม่ได้เพราะกายพิการ จิตฟั่นเฟือน หรือเหตุทำนองเดียวกัน ยังทำนิติกรรมเองได้ แต่บางกิจการต้องได้รับความยินยอมของผู้พิทักษ์ก่อน
ประเด็นนี้มาถึงครอบครัวจำนวนมากเมื่อพ่อแม่ที่ดูแลทรัพย์สินเองมาตลอดเริ่มมีภาวะสมองเสื่อม หรือป่วยหนักจนตัดสินใจเองไม่ได้ บทความนี้อธิบายตัวบทมาตรา 28 ถึง 36 ผลต่อนิติกรรม พินัยกรรม และหนังสือมอบอำนาจ อำนาจและข้อจำกัดของผู้อนุบาลและผู้พิทักษ์ โดยอ้างคำพิพากษาศาลฎีกาที่ตรวจกับฐานข้อมูลของศาลแล้ว และเปรียบเทียบกับกฎหมายอังกฤษ เยอรมนี ญี่ปุ่น และอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิของคนพิการ
สารบัญ
- คนไร้ความสามารถ หมายถึงบุคคลวิกลจริตที่ศาลสั่งตามมาตรา 28
- คนเสมือนไร้ความสามารถตามมาตรา 32 และเหตุที่ศาลยอมรับ
- คนไร้ความสามารถกับคนเสมือนไร้ความสามารถ ต่างกันอย่างไร
- ผลต่อนิติกรรมตามมาตรา 29 มาตรา 30 และมาตรา 34
- ผู้อนุบาลและผู้พิทักษ์: ผู้ใดเป็น และต้องขออนุญาตศาลในเรื่องใด
- หนังสือมอบอำนาจสิ้นผลเมื่อผู้มอบตกเป็นผู้ไร้ความสามารถตามมาตรา 826
- คนไร้ความสามารถและคนเสมือนไร้ความสามารถทำพินัยกรรมได้หรือไม่ ตามมาตรา 1704
- ขั้นตอนร้องขอต่อศาลให้เป็นคนไร้ความสามารถและตั้งผู้อนุบาล
- กฎหมายเปรียบเทียบ: อังกฤษ เยอรมนี ญี่ปุ่น และอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิของคนพิการ
- การวิเคราะห์ผู้อนุบาลตามมาตรา 1574 1575 และ 1598/18 ทางนิติเศรษฐศาสตร์และพฤฒาวิทยา
- ข้อควรพิจารณาของครอบครัวเมื่อผู้สูงอายุเริ่มดูแลทรัพย์สินเองไม่ได้
- คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับคนไร้ความสามารถและผู้อนุบาล
คนไร้ความสามารถ หมายถึงบุคคลวิกลจริตที่ศาลสั่งตามมาตรา 28
คนไร้ความสามารถตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 28 คือบุคคลวิกลจริตที่ศาลมีคำสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ ตามคำร้องขอของคู่สมรส บุพการี ผู้สืบสันดาน ผู้ปกครองหรือผู้พิทักษ์ ผู้ปกครองดูแล หรือพนักงานอัยการ เมื่อศาลสั่งแล้วต้องอยู่ในความอนุบาล และคำสั่งต้องประกาศในราชกิจจานุเบกษา
สถานะคนไร้ความสามารถไม่เกิดขึ้นเองเพราะอายุมากหรือเพราะแพทย์วินิจฉัยว่าเป็นโรคสมองเสื่อม แต่เกิดจากคำสั่งศาลเท่านั้น ถ้อยคำในมาตรา 28 ที่ต้องอ่านให้ครบมีสามส่วน คือ ผู้ที่เข้าเงื่อนไข ผู้ที่มีสิทธิร้องขอ และผลของคำสั่ง[1]
“มาตรา ๒๘ บุคคลวิกลจริตผู้ใด ถ้าคู่สมรสก็ดี ผู้บุพการีกล่าวคือ บิดา มารดา ปู่ย่า ตายาย ทวดก็ดี ผู้สืบสันดานกล่าวคือ ลูก หลาน เหลน ลื่อก็ดี ผู้ปกครองหรือผู้พิทักษ์ก็ดี ผู้ซึ่งปกครองดูแลบุคคลนั้นอยู่ก็ดี หรือพนักงานอัยการก็ดี ร้องขอต่อศาลให้สั่งให้บุคคลวิกลจริตผู้นั้นเป็นคนไร้ความสามารถ ศาลจะสั่งให้บุคคลวิกลจริตผู้นั้นเป็นคนไร้ความสามารถก็ได้
บุคคลซึ่งศาลได้สั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถตามวรรคหนึ่ง ต้องจัดให้อยู่ในความอนุบาล การแต่งตั้งผู้อนุบาล อำนาจหน้าที่ของผู้อนุบาล และการสิ้นสุดของความเป็นผู้อนุบาล ให้เป็นไปตามบทบัญญัติบรรพ ๕ แห่งประมวลกฎหมายนี้
คำสั่งของศาลตามมาตรานี้ ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา”ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 28
รายชื่อผู้มีสิทธิร้องขอในมาตรา 28 มีผลในทางปฏิบัติมากกว่าที่ครอบครัวมักคิด กฎหมายระบุคู่สมรส บุพการี ผู้สืบสันดานคือลูก หลาน เหลน ลื่อ ผู้ปกครองหรือผู้พิทักษ์ ผู้ซึ่งปกครองดูแลบุคคลนั้นอยู่ และพนักงานอัยการ พี่น้องของผู้สูงอายุจึงมิได้อยู่ในรายชื่อโดยตรง เว้นแต่จะเป็นผู้ที่ปกครองดูแลอยู่จริง และเมื่อไม่มีญาติที่ร้องขอได้ พนักงานอัยการเป็นผู้ร้องขอได้
ความหมายของ “วิกลจริต” ในแนวคำพิพากษาศาลฎีกา
ประมวลกฎหมายไม่ได้นิยามคำว่าวิกลจริตไว้ ศาลฎีกาจึงวางความหมายไว้ตั้งแต่คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 490/2509 ซึ่งเป็นคำวินิจฉัยของที่ประชุมใหญ่ว่า วิกลจริตมิได้หมายเฉพาะผู้ที่คนทั่วไปเรียกว่าเป็นบ้า แต่รวมถึงผู้ที่ขาดความรำลึก ขาดความรู้สึก และขาดความรู้สึกผิดชอบ จนทำกิจการของตนไม่ได้[2] แนวนี้ทำให้ภาวะสมองเสื่อมขั้นรุนแรงในผู้สูงอายุเข้าความหมายของมาตรา 28 ได้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5466/2537 วินิจฉัยว่าผู้ป่วยที่แพทย์วินิจฉัยว่าสมองฝ่อหรือสมองเสื่อมขั้นรุนแรงและรักษาไม่หาย เป็นบุคคลวิกลจริตตามมาตรา 28[3] และคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 74/2527 วินิจฉัยในทางเดียวกันสำหรับมารดาที่ไม่รู้จักสถานที่และเวลา และพูดรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง[4]
ความบาดเจ็บทางสมองก็เข้าความหมายนี้ได้ ในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 516/2551 ภริยาร้องขอให้สามีที่บาดเจ็บสาหัสเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ แต่ศาลเห็นว่าอาการเข้าลักษณะบุคคลวิกลจริตตามมาตรา 28 จึงสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ[5] คำพิพากษานี้แสดงให้เห็นว่าศาลพิจารณาจากอาการจริง ไม่ผูกพันกับประเภทที่ผู้ร้องขอเลือกมา ซึ่งตรงกับมาตรา 33 ที่ให้ศาลเปลี่ยนจากคำร้องประเภทหนึ่งไปสั่งอีกประเภทหนึ่งได้ตามที่ได้ความในทางพิจารณา[6]
คนเสมือนไร้ความสามารถตามมาตรา 32 และเหตุที่ศาลยอมรับ
คนเสมือนไร้ความสามารถตามมาตรา 32 คือผู้ที่มีกายพิการ จิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ ประพฤติสุรุ่ยสุร่ายเสเพลเป็นอาจิณ ติดสุรายาเมา หรือเหตุอื่นทำนองเดียวกัน จนจัดทำการงานโดยตนเองไม่ได้ หรือจัดกิจการไปในทางที่อาจเสื่อมเสียแก่ทรัพย์สินของตนหรือครอบครัว ศาลสั่งตามคำร้องขอของบุคคลตามมาตรา 28 และให้อยู่ในความพิทักษ์
“มาตรา ๓๒ บุคคลใดมีกายพิการหรือมีจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ หรือประพฤติสุรุ่ยสุร่าย เสเพลเป็นอาจิณ หรือติดสุรายาเมา หรือมีเหตุอื่นใดทำนองเดียวกันนั้น จนไม่สามารถจะจัดทำการงานโดยตนเองได้ หรือจัดกิจการไปในทางที่อาจจะเสื่อมเสียแก่ทรัพย์สินของตนเองหรือครอบครัว เมื่อบุคคลตามที่ระบุไว้ในมาตรา ๒๘ ร้องขอต่อศาล ศาลจะสั่งให้บุคคลนั้นเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถก็ได้
บุคคลซึ่งศาลได้สั่งให้เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถตามวรรคหนึ่ง ต้องจัดให้อยู่ในความพิทักษ์ การแต่งตั้งผู้พิทักษ์ ให้เป็นไปตามบทบัญญัติบรรพ ๕ แห่งประมวลกฎหมายนี้
ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยการสิ้นสุดของความเป็นผู้ปกครองในบรรพ ๕ แห่งประมวลกฎหมายนี้มาใช้บังคับแก่การสิ้นสุดของการเป็นผู้พิทักษ์โดยอนุโลม
คำสั่งของศาลตามมาตรานี้ ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา”ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 32
เงื่อนไขของมาตรา 32 มีสองชั้น ชั้นแรกคือเหตุ เช่น กายพิการหรือจิตฟั่นเฟือน ชั้นที่สองคือผลของเหตุนั้น คือจัดทำการงานโดยตนเองไม่ได้ หรือจัดกิจการไปในทางที่อาจเสื่อมเสียแก่ทรัพย์สิน[7] ชั้นที่สองนี้เองที่แยกผู้สูงอายุที่เพียงสุขภาพไม่ดีออกจากผู้ที่ต้องการผู้พิทักษ์จริง คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 912/2520 วินิจฉัยว่าผู้ป่วยอายุ 74 ปีที่เป็นเบาหวานและอัมพาตซีกขวา ลุกยืนไม่ได้ แต่เข้าใจคำถามดี เป็นผู้ที่จัดการงานของตนเองไม่ได้เพราะกายพิการ จึงสมควรเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ มิใช่คนไร้ความสามารถ[8]
ในทางกลับกัน เหตุที่อ่อนกว่านั้นไม่พอ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 916/2536 วินิจฉัยว่าผู้ที่ดื่มสุราและเมาเป็นบางเวลา แต่เวลาไม่เมายังทำการงานได้ตามปกติ ไม่มีเหตุให้สั่ง และคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2432/2526 วินิจฉัยว่าการอ้างเพียงว่าสุขภาพไม่สมบูรณ์และถูกหลอกง่าย ไม่พอ เมื่อผู้นั้นยังทำหน้าที่แม่บ้านได้ตามปกติ[9] ครอบครัวที่กังวลว่าผู้สูงอายุถูกชักจูงให้ใช้เงินจึงต้องแสดงให้ศาลเห็นถึงการจัดกิจการที่เสื่อมเสียจริง มิใช่เพียงความห่วงใย
คนไร้ความสามารถกับคนเสมือนไร้ความสามารถ ต่างกันอย่างไร
ความต่างหลักอยู่ที่ระดับการจำกัดความสามารถ คนไร้ความสามารถตามมาตรา 28 และ 29 ทำนิติกรรมเองแล้วเป็นโมฆียะทุกกรณี และมีผู้อนุบาลเป็นผู้แทน ส่วนคนเสมือนไร้ความสามารถตามมาตรา 32 และ 34 ยังทำนิติกรรมเองได้ เว้นแต่การที่มาตรา 34 ระบุซึ่งต้องได้รับความยินยอมของผู้พิทักษ์ก่อน และผู้พิทักษ์ไม่ใช่ผู้แทน
| ประเด็น | คนไร้ความสามารถ | คนเสมือนไร้ความสามารถ |
|---|---|---|
| เหตุ | วิกลจริต (มาตรา 28) | กายพิการ จิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ สุรุ่ยสุร่าย ติดสุรายาเมา หรือเหตุทำนองเดียวกัน (มาตรา 32) |
| ผู้ดูแลตามกฎหมาย | ผู้อนุบาล เป็นผู้แทนโดยชอบธรรม | ผู้พิทักษ์ ให้ความยินยอม ไม่ใช่ผู้แทน (ฎีกาที่ 13652/2558) |
| นิติกรรมที่ทำเอง | เป็นโมฆียะทุกกรณี (มาตรา 29) | ทำได้เอง เว้นแต่การตามมาตรา 34 ที่ต้องได้รับความยินยอมก่อน มิฉะนั้นเป็นโมฆียะ |
| พินัยกรรม | เป็นโมฆะ (มาตรา 1704 วรรคหนึ่ง) | ทำได้เมื่อมีสติดี เป็นกิจการเฉพาะตัว (ฎีกาที่ 177/2528) |
| เป็นพยานในพินัยกรรม | ไม่ได้ (มาตรา 1670 (2) บุคคลวิกลจริต) | ไม่ได้ (มาตรา 1670 (2)) |
| เมื่อเหตุสิ้นไป | ร้องขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่ง (มาตรา 31) | ใช้มาตรา 31 โดยอนุโลม (มาตรา 36) |
| การประกาศ | ราชกิจจานุเบกษา (มาตรา 28 วรรคสาม) | ราชกิจจานุเบกษา (มาตรา 32 วรรคท้าย) |
ตารางนี้ช่วยตอบคำถามที่ครอบครัวถามบ่อยว่าควรร้องขอแบบใด คำตอบขึ้นกับว่าผู้สูงอายุยังตัดสินใจเรื่องของตนได้หรือไม่ ผู้ที่ร่างกายอ่อนแรงแต่ยังเข้าใจเรื่องทรัพย์สินดี ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 912/2520 เหมาะกับสถานะคนเสมือนไร้ความสามารถซึ่งคงความเป็นตัวของตัวเองไว้มากกว่า ส่วนผู้ที่ไม่รู้สึกตัวหรือไม่รู้จักสถานที่และเวลาแล้ว ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5466/2537 และ 74/2527 ต้องการผู้อนุบาลที่ทำการแทนได้ทั้งหมด การเลือกประเภทผิดไม่ถึงกับทำให้คดีเสีย เพราะมาตรา 33 ให้ศาลสั่งตามที่ได้ความ แต่การเลือกให้ตรงตั้งแต่แรกช่วยให้การพิจารณาเสร็จเร็วขึ้น
ผลต่อนิติกรรมตามมาตรา 29 มาตรา 30 และมาตรา 34
มาตรา 29 ให้การใดที่คนไร้ความสามารถทำเป็นโมฆียะ มาตรา 30 ให้การที่คนวิกลจริตซึ่งศาลยังไม่สั่งทำไว้เป็นโมฆียะเฉพาะเมื่อทำขณะจริตวิกลและคู่กรณีรู้ว่าเป็นคนวิกลจริต ส่วนมาตรา 34 ระบุสิบเอ็ดกิจการที่คนเสมือนไร้ความสามารถต้องได้รับความยินยอมของผู้พิทักษ์ก่อน
“มาตรา ๒๙ การใด ๆ อันบุคคลซึ่งศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถได้กระทำลง การนั้นเป็นโมฆียะ”ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 29
“มาตรา ๓๐ การใด ๆ อันบุคคลวิกลจริตซึ่งศาลยังมิได้สั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถได้กระทำลง การนั้นจะเป็นโมฆียะต่อเมื่อได้กระทำในขณะที่บุคคลนั้นจริตวิกลอยู่ และคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งได้รู้แล้วด้วยว่าผู้กระทำเป็นคนวิกลจริต”ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 30
ความต่างระหว่างมาตรา 29 กับมาตรา 30 คือเหตุผลที่ครอบครัวควรร้องขอต่อศาลตั้งแต่เนิ่น ๆ เมื่อศาลสั่งแล้ว การใดที่คนไร้ความสามารถทำย่อมเป็นโมฆียะโดยไม่ต้องพิสูจน์อะไรอีก[10] แต่ก่อนศาลสั่ง ผู้ที่จะบอกล้างนิติกรรมต้องพิสูจน์สองเรื่องพร้อมกัน คือผู้ทำจริตวิกลอยู่ในขณะทำ และคู่กรณีอีกฝ่ายรู้ว่าผู้ทำเป็นคนวิกลจริต[11] เรื่องที่สองพิสูจน์ได้ยากมาก เพราะผู้ที่ชักจูงผู้สูงอายุให้ทำนิติกรรมมักปฏิเสธว่าไม่รู้
แนวคำพิพากษาแสดงให้เห็นทั้งสองด้าน คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2522/2560 วินิจฉัยว่าการโอนที่ดินโดยเสน่หาของผู้วิกลจริตเป็นโมฆียะตามมาตรา 30 ผู้อนุบาลที่ศาลตั้งภายหลังบอกล้างได้ และเมื่อบอกล้างแล้วนิติกรรมเป็นโมฆะมาแต่แรก[12] คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2558/2567 วินิจฉัยว่าผู้ป่วยจิตเวชที่ภายนอกดูปกติแต่ดูแลผลประโยชน์ของตนไม่ได้ เป็นบุคคลวิกลจริตตามมาตรา 30 ขณะที่คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2319/2542 วินิจฉัยว่าผู้ป่วยทางสมองที่ยังตัดสินใจได้และกลับไปทำงานตามปกติไม่ใช่บุคคลวิกลจริต นิติกรรมจึงสมบูรณ์[13] และในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6350/2541 ซึ่งเป็นคำวินิจฉัยของที่ประชุมใหญ่ ศาลวินิจฉัยว่าสัญญาจะขายที่ดินที่ทำขณะจริตวิกลโดยผู้จะซื้อรู้ เป็นโมฆียะ แต่ผู้อนุบาลให้สัตยาบันด้วยพฤติการณ์แล้ว[14]
กิจการที่คนเสมือนไร้ความสามารถต้องได้รับความยินยอมตามมาตรา 34
มาตรา 34 วรรคหนึ่งระบุกิจการสิบเอ็ดประเภท เช่น การนำทรัพย์สินไปลงทุน การกู้ยืมหรือให้กู้ยืมเงิน การรับประกันที่ทำให้ตนต้องถูกบังคับชำระหนี้ การให้โดยเสน่หาที่เกินสมควร และการทำการใดเพื่อได้มาหรือปล่อยไปซึ่งสิทธิในอสังหาริมทรัพย์หรือสังหาริมทรัพย์อันมีค่า วรรคสองให้ศาลเพิ่มกิจการอื่นได้ วรรคสามให้ศาลสั่งให้ผู้พิทักษ์ทำการแทนได้เมื่อคนเสมือนไร้ความสามารถทำเองไม่ได้เพราะกายพิการหรือจิตฟั่นเฟือน และวรรคท้ายให้การที่ฝ่าฝืนเป็นโมฆียะ[15] ถ้าผู้พิทักษ์ไม่ยินยอมโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร คนเสมือนไร้ความสามารถร้องขอให้ศาลอนุญาตได้ตามมาตรา 35[16]
“มาตรา ๓๔ คนเสมือนไร้ความสามารถนั้น ต้องได้รับความยินยอมของผู้พิทักษ์ก่อนแล้วจึงจะทำการอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้ได้
(๑) นำทรัพย์สินไปลงทุน
(๒) รับคืนทรัพย์สินที่ไปลงทุน ต้นเงินหรือทุนอย่างอื่น
(๓) กู้ยืมหรือให้กู้ยืมเงิน ยืมหรือให้ยืมสังหาริมทรัพย์อันมีค่า
(๔) รับประกันโดยประการใด ๆ อันมีผลให้ตนต้องถูกบังคับชำระหนี้
(๕) เช่าหรือให้เช่าสังหาริมทรัพย์มีกำหนดระยะเวลาเกินกว่าหกเดือน หรืออสังหาริมทรัพย์มีกำหนดระยะเวลาเกินกว่าสามปี
(๖) ให้โดยเสน่หา เว้นแต่การให้ที่พอควรแก่ฐานานุรูป เพื่อการกุศล การสังคมหรือตามหน้าที่ธรรมจรรยา
(๗) รับการให้โดยเสน่หาที่มีเงื่อนไขหรือค่าภาระติดพัน หรือไม่รับการให้โดยเสน่หา
(๘) ทำการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อจะได้มาหรือปล่อยไปซึ่งสิทธิในอสังหาริมทรัพย์ หรือในสังหาริมทรัพย์อันมีค่า
(๙) ก่อสร้างหรือดัดแปลงโรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่น หรือซ่อมแซมอย่างใหญ่
(๑๐) เสนอคดีต่อศาลหรือดำเนินกระบวนพิจารณาใด ๆ เว้นแต่การร้องขอตามมาตรา ๓๕ หรือการร้องขอถอนผู้พิทักษ์
(๑๑) ประนีประนอมยอมความหรือมอบข้อพิพาทให้อนุญาโตตุลาการวินิจฉัย
ถ้ามีกรณีอื่นใดนอกจากที่กล่าวในวรรคหนึ่ง ซึ่งคนเสมือนไร้ความสามารถอาจจัดการไปในทางเสื่อมเสียแก่ทรัพย์สินของตนเองหรือครอบครัว ในการสั่งให้บุคคลใดเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ หรือเมื่อผู้พิทักษ์ร้องขอในภายหลัง ศาลมีอำนาจสั่งให้คนเสมือนไร้ความสามารถนั้นต้องได้รับความยินยอมของผู้พิทักษ์ก่อนจึงจะทำการนั้นได้
ในกรณีที่คนเสมือนไร้ความสามารถไม่สามารถจะทำการอย่างหนึ่งอย่างใดที่กล่าวมาในวรรคหนึ่งหรือวรรคสองได้ด้วยตนเอง เพราะเหตุมีกายพิการหรือมีจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ ศาลจะสั่งให้ผู้พิทักษ์เป็นผู้มีอำนาจกระทำการนั้นแทนคนเสมือนไร้ความสามารถก็ได้ ในกรณีเช่นนี้ ให้นำบทบัญญัติที่เกี่ยวกับผู้อนุบาลมาใช้บังคับแก่ผู้พิทักษ์โดยอนุโลม
คำสั่งของศาลตามมาตรานี้ ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
การใดกระทำลงโดยฝ่าฝืนบทบัญญัติมาตรานี้ การนั้นเป็นโมฆียะ”ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 34
คำพิพากษาศาลฎีกาสามเรื่องช่วยให้เห็นขอบเขตของมาตรา 34 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12634/2558 วินิจฉัยว่าการจำนองและโอนที่ดินชำระหนี้ที่ผู้พิทักษ์ยินยอมแล้วสมบูรณ์ และนิติกรรมนอกรายการในวรรคหนึ่งคนเสมือนไร้ความสามารถทำเองได้ ส่วนคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13652/2558 วินิจฉัยว่าผู้พิทักษ์มิใช่ผู้แทน จึงฟ้องคดีแทนเองไม่ได้[17] และคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6064/2567 วินิจฉัยว่าเมื่อผู้ถูกพิทักษ์ติดเตียง ผู้พิทักษ์มีหน้าที่จัดการทรัพย์สินเพื่อดูแลรักษา บุตรซึ่งมิใช่ผู้พิทักษ์ไม่มีอำนาจถอนเงินแทน[18] ผลในครอบครัวคือ บุตรที่ดูแลพ่อแม่อยู่จริงแต่มิได้รับการตั้งเป็นผู้พิทักษ์หรือผู้อนุบาล ไม่มีอำนาจตามกฎหมายในทรัพย์สินของพ่อแม่
ผู้อนุบาลและผู้พิทักษ์: ผู้ใดเป็น และต้องขออนุญาตศาลในเรื่องใด
มาตรา 1569/1 วรรคสองให้บิดามารดาเป็นผู้อนุบาลหรือผู้พิทักษ์ของผู้บรรลุนิติภาวะที่ไม่มีคู่สมรส เว้นแต่ศาลสั่งเป็นอย่างอื่น ผู้อนุบาลที่เป็นคู่สมรสจัดการสินสมรสได้แต่ผู้เดียว แต่กิจการตามมาตรา 1476 ต้องได้รับอนุญาตจากศาล ส่วนผู้อนุบาลที่เป็นบุตรหรือบุคคลอื่นใช้บทว่าด้วยผู้ปกครองตามมาตรา 1598/18 ซึ่งต้องขออนุญาตศาลก่อนขายหรือจำนองที่ดิน
สำหรับผู้สูงอายุ บิดามารดามักไม่อยู่แล้ว ผู้ที่จะเป็นผู้อนุบาลจึงอาจเป็นคู่สมรสหรือบุตร และกฎหมายแยกอำนาจของสองกรณีนี้ไว้ต่างกัน[19] เมื่อคู่สมรสเป็นผู้อนุบาล มาตรา 1598/15 ให้นำบทว่าด้วยผู้ใช้อำนาจปกครองมาใช้โดยอนุโลม และมาตรา 1598/16 ให้คู่สมรสนั้นจัดการสินส่วนตัวของอีกฝ่ายและสินสมรสได้แต่ผู้เดียว แต่กิจการตามมาตรา 1476 วรรคหนึ่ง เช่น ขาย จำนอง หรือให้เช่าอสังหาริมทรัพย์เกินสามปี ต้องได้รับอนุญาตจากศาล[20][21] ถ้าศาลเห็นไม่สมควรให้คู่สมรสเป็นผู้อนุบาลและตั้งบุคคลอื่น มาตรา 1598/17 ให้ผู้อนุบาลจัดการสินสมรสร่วมกับคู่สมรส และคู่สมรสมีสิทธิร้องขอให้แยกสินสมรสได้[22]
“มาตรา ๑๕๙๘/๑๘ ในกรณีที่บิดามารดาเป็นผู้อนุบาลบุตร ถ้าบุตรนั้นยังไม่บรรลุนิติภาวะ ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยสิทธิและหน้าที่ของผู้ใช้อำนาจปกครองมาใช้บังคับโดยอนุโลม แต่ถ้าบุตรนั้นบรรลุนิติภาวะแล้ว ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยสิทธิและหน้าที่ของผู้ปกครองมาใช้บังคับโดยอนุโลม เว้นแต่สิทธิตามมาตรา ๑๕๖๗ (๒) และ (๓)
ในกรณีที่บุคคลอื่นซึ่งมิใช่บิดามารดาหรือมิใช่คู่สมรสเป็นผู้อนุบาล ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยสิทธิและหน้าที่ของผู้ปกครองมาใช้บังคับโดยอนุโลม แต่ถ้าผู้อยู่ในความอนุบาลบรรลุนิติภาวะแล้วจะใช้สิทธิตามมาตรา ๑๕๖๗ (๒) และ (๓) ไม่ได้”ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1598/18
เมื่อบุตรหรือบุคคลอื่นเป็นผู้อนุบาล มาตรา 1598/18 วรรคสองให้นำบทว่าด้วยผู้ปกครองมาใช้[23] และมาตรา 1598/3 วรรคสองให้นำมาตรา 1574 และ 1575 มาใช้แก่ผู้ปกครองโดยอนุโลม[24] ผลคือกิจการที่ระบุในมาตรา 1574 เช่น ขาย แลกเปลี่ยน ขายฝาก จำนอง ซึ่งอสังหาริมทรัพย์ หรือให้กู้ยืมเงิน ผู้อนุบาลทำไม่ได้เว้นแต่ศาลอนุญาต[25] คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6350/2541 ยืนยันว่าผู้อนุบาลจะโอนขายที่ดินของคนไร้ความสามารถต้องได้รับอนุญาตจากศาลก่อน ตามมาตรา 28 วรรคสอง และมาตรา 1574 (1) ประกอบมาตรา 1598/18 วรรคสอง[14]
กิจการที่ประโยชน์ของผู้อนุบาลขัดกับประโยชน์ของคนไร้ความสามารถมีกติกาเข้มงวดกว่า มาตรา 1575 ให้ต้องได้รับอนุญาตจากศาลก่อน มิฉะนั้นเป็นโมฆะ[26] ในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1/2568 มารดาซึ่งเป็นผู้อนุบาลเปลี่ยนผู้รับประโยชน์ในกรมธรรม์ประกันชีวิตของคนไร้ความสามารถให้ตนรับแต่ผู้เดียว ศาลวินิจฉัยว่ามิใช่นิติกรรมเกี่ยวกับทรัพย์สินตามมาตรา 1574 แต่เป็นกิจการที่ประโยชน์ขัดกัน และเมื่อไม่ได้รับอนุญาตจากศาลจึงเป็นโมฆะ[27] ลำดับขั้นตอนก็สำคัญ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4017/2566 วินิจฉัยว่าผู้ที่ศาลยังไม่ได้ตั้งเป็นผู้อนุบาล ไม่มีอำนาจขออนุญาตทำนิติกรรมแทน[28] ครอบครัวที่ต้องขายบ้านเพื่อนำเงินมารักษาผู้สูงอายุ จึงต้องได้คำสั่งตั้งผู้อนุบาลก่อน แล้วจึงขออนุญาตขาย
หนังสือมอบอำนาจสิ้นผลเมื่อผู้มอบตกเป็นผู้ไร้ความสามารถตามมาตรา 826
มาตรา 826 วรรคสองบัญญัติว่าสัญญาตัวแทนย่อมระงับสิ้นไปเมื่อคู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งตาย ตกเป็นผู้ไร้ความสามารถ หรือล้มละลาย เว้นแต่จะขัดกับข้อสัญญาหรือสภาพแห่งกิจการ หนังสือมอบอำนาจที่ผู้สูงอายุทำให้บุตรไว้จึงไม่ใช่เครื่องมือที่ใช้แทนการตั้งผู้อนุบาลได้ในระยะยาว
“มาตรา ๘๒๖ อันสัญญาตัวแทนย่อมระงับสิ้นไปด้วยตัวการถอนตัวแทน หรือด้วยตัวแทนบอกเลิกเป็นตัวแทน
อนึ่ง สัญญาตัวแทนย่อมระงับสิ้นไป เมื่อคู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งตาย หรือตกเป็นผู้ไร้ความสามารถ หรือล้มละลาย เว้นแต่จะปรากฏว่าขัดกับข้อสัญญาหรือสภาพแห่งกิจการนั้น”ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 826
หลายครอบครัววางแผนให้ผู้สูงอายุทำหนังสือมอบอำนาจไว้ตั้งแต่ยังแข็งแรง เพื่อให้บุตรทำธุรกรรมแทนเมื่อถึงเวลาจำเป็น แผนนี้มีช่องว่างตามมาตรา 826 วรรคสอง เพราะเมื่อศาลสั่งให้ผู้มอบเป็นคนไร้ความสามารถ ความเป็นตัวแทนย่อมระงับไป[29] ข้อยกเว้นท้ายมาตรา คือกรณีที่ขัดกับข้อสัญญาหรือสภาพแห่งกิจการ ยังไม่ควรถือเป็นแผนหลักของครอบครัว เพราะผู้ที่ทำธุรกรรมกับตัวแทนย่อมต้องตรวจว่าอำนาจยังมีอยู่หรือไม่ และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ไม่มีบทบัญญัติที่รับรองหนังสือมอบอำนาจต่อเนื่องสำหรับกรณีความสามารถเสื่อมไว้โดยเฉพาะ ขณะที่กฎหมายเยอรมันถือว่าหนังสือมอบอำนาจที่ทำไว้ล่วงหน้าเป็นทางเลือกที่อาจทำให้ไม่จำเป็นต้องตั้งผู้ดูแลตามกฎหมายเลย ตามที่จะกล่าวในหมวดกฎหมายเปรียบเทียบ
คนไร้ความสามารถและคนเสมือนไร้ความสามารถทำพินัยกรรมได้หรือไม่ ตามมาตรา 1704
มาตรา 1704 วรรคหนึ่งให้พินัยกรรมของผู้ที่ศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถเป็นโมฆะ แม้ผู้พิทักษ์หรือผู้อนุบาลจะยินยอมก็ตาม (ฎีกาที่ 3552/2550) ส่วนคนเสมือนไร้ความสามารถทำพินัยกรรมได้เมื่อมีสติดี เพราะเป็นกิจการเฉพาะตัว (ฎีกาที่ 177/2528) ผู้สูงอายุที่เริ่มมีอาการหลงลืมจึงควรทำพินัยกรรมก่อนมีการร้องขอต่อศาล
“มาตรา ๑๗๐๔ พินัยกรรมซึ่งบุคคลผู้ถูกศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถทำขึ้นนั้น เป็นโมฆะ
พินัยกรรมซึ่งบุคคลผู้ถูกอ้างว่าเป็นคนวิกลจริต แต่ศาลยังไม่ได้สั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถทำขึ้นนั้น จะเป็นอันเสียเปล่าก็แต่เมื่อพิสูจน์ได้ว่าในเวลาที่ทำพินัยกรรมนั้นผู้ทำจริตวิกลอยู่”ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1704
ผลของคำสั่งศาลต่อพินัยกรรมรุนแรงกว่าผลต่อนิติกรรมทั่วไป นิติกรรมทั่วไปของคนไร้ความสามารถเป็นเพียงโมฆียะตามมาตรา 29 แต่พินัยกรรมเป็นโมฆะตามมาตรา 1704 วรรคหนึ่ง[30] ในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3552/2550 เจ้ามรดกทำพินัยกรรมระหว่างคดีขอเพิกถอนคำสั่ง โดยผู้พิทักษ์ยินยอม เมื่อศาลฎีกายกคำร้องขอเพิกถอน พินัยกรรมนั้นจึงเป็นโมฆะ[31] ส่วนคนเสมือนไร้ความสามารถ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 177/2528 วินิจฉัยว่าทำพินัยกรรมได้เมื่อมีสติดีขณะทำ เพราะการทำพินัยกรรมเป็นกิจการเฉพาะตัวที่ต้องแสดงเจตนาด้วยตนเอง[32] ทั้งสองสถานะยังเป็นพยานในพินัยกรรมไม่ได้ตามมาตรา 1670 (2)[33] รายละเอียดเรื่องแบบของพินัยกรรมและตัวอย่างอยู่ในบทความ ตัวอย่างพินัยกรรมแบบธรรมดาและแบบเขียนเองทั้งฉบับ
ลำดับเวลาจึงเป็นเรื่องที่ครอบครัวควรคุยกันอย่างเปิดใจตั้งแต่เริ่มมีสัญญาณของภาวะสมองเสื่อม หากผู้สูงอายุยังเข้าใจทรัพย์สินและความสัมพันธ์ในครอบครัวดี การทำพินัยกรรมก่อนยื่นคำร้องขอต่อศาลช่วยให้ความประสงค์ของท่านเองเป็นตัวกำหนดการส่งต่อทรัพย์สิน แทนที่จะปล่อยให้เป็นไปตามลำดับทายาทโดยธรรม
ขั้นตอนร้องขอต่อศาลให้เป็นคนไร้ความสามารถและตั้งผู้อนุบาล
ผู้มีสิทธิร้องขอตามมาตรา 28 ยื่นคำร้องต่อศาลพร้อมพยานหลักฐานทางการแพทย์ที่แสดงอาการ ศาลมีคำสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถและตั้งผู้อนุบาล คำสั่งประกาศในราชกิจจานุเบกษา จากนั้นผู้อนุบาลจึงขออนุญาตศาลทำกิจการตามมาตรา 1574 หรือ 1575 ได้ และเมื่อเหตุสิ้นไป ผู้นั้นหรือบุคคลตามมาตรา 28 ร้องขอให้เพิกถอนคำสั่งได้ตามมาตรา 31
- ผู้ยื่นคำร้อง ต้องเป็นบุคคลในรายชื่อของมาตรา 28 ผู้ที่ไม่อยู่ในรายชื่อไม่มีสิทธิร้องขอ ดังคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 912/2520 ซึ่งผู้ร้องเป็นบุตรของพี่ชายผู้ป่วย จึงมิใช่ผู้สืบสันดาน และไม่มีสิทธิร้องขอแม้อาการของผู้ป่วยจะเข้าเหตุตามมาตรา 32
- พยานหลักฐานทางการแพทย์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5466/2537 และ 74/2527 อาศัยคำวินิจฉัยของแพทย์ว่าสมองเสื่อมขั้นรุนแรงและรักษาไม่หาย ใบรับรองแพทย์และความเห็นของแพทย์ผู้รักษาจึงเป็นพยานหลักฐานหลัก
- ผู้ที่จะเป็นผู้อนุบาล ควรเป็นผู้ที่ดูแลจริงและไม่มีประโยชน์ขัดกับผู้สูงอายุ และควรแจ้งให้ญาติที่เกี่ยวข้องทราบ เพื่อลดการคัดค้านในภายหลัง
- หลังได้คำสั่ง คำสั่งต้องประกาศในราชกิจจานุเบกษาตามมาตรา 28 วรรคสาม และผู้อนุบาลขออนุญาตศาลแยกต่างหากสำหรับการขายหรือจำนองที่ดิน (ฎีกาที่ 6350/2541 และ 4017/2566)
- คดีความของผู้สูงอายุ ผู้อนุบาลเป็นผู้ฟ้องหรือต่อสู้คดีแทน การฟ้องก่อนศาลตั้งผู้อนุบาลเป็นความบกพร่องที่แก้ไขได้ (ฎีกาที่ 516/2551) และอายุความของคนไร้ความสามารถขยายออกไปตามมาตรา 193/20 (ฎีกาที่ 2159/2556)
- เมื่ออาการดีขึ้น ผู้นั้นเองหรือบุคคลตามมาตรา 28 ร้องขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งได้ตามมาตรา 31 และมาตรา 36 สำหรับคนเสมือนไร้ความสามารถ
รายการข้างต้นเป็นกรอบทั่วไปตามตัวบทและแนวคำพิพากษา รายละเอียดของคำร้อง เช่น ศาลที่มีเขตอำนาจ เอกสารประกอบ และการนำพยานเข้าสืบ ขึ้นกับข้อเท็จจริงของแต่ละครอบครัว[34][35][36]
กฎหมายเปรียบเทียบ: อังกฤษ เยอรมนี ญี่ปุ่น และอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิของคนพิการ
อังกฤษตาม Mental Capacity Act 2005 ประเมินความสามารถเป็นรายเรื่องและเริ่มจากข้อสันนิษฐานว่ามีความสามารถ เยอรมนีตาม BGB § 1814 ตั้งผู้ดูแลตามกฎหมายเฉพาะเมื่อจำเป็นและห้ามตั้งขัดกับเจตจำนงเสรี ญี่ปุ่นแบ่งเป็นสามระดับ และอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิของคนพิการข้อ 12 ซึ่งไทยให้สัตยาบันเมื่อปี 2551 รับรองความสามารถทางกฎหมายบนพื้นฐานที่เท่าเทียม ส่วนไทยตามมาตรา 28 จำกัดความสามารถทั้งหมด และมาตรา 32 จำกัดเฉพาะกิจการที่ระบุ โดยไม่มีการประเมินรายเรื่องแบบอังกฤษ
อังกฤษ: การประเมินรายเรื่องและประโยชน์สูงสุดจากมุมของผู้ป่วย
Mental Capacity Act 2005 มาตรา 1 วางหลักห้าข้อ ได้แก่ สันนิษฐานว่าบุคคลมีความสามารถจนกว่าจะพิสูจน์ได้ว่าไม่มี ต้องช่วยให้ตัดสินใจเองก่อน การตัดสินใจที่ไม่รอบคอบไม่ได้แปลว่าไร้ความสามารถ การกระทำแทนต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุด (best interests) และต้องเลือกวิธีที่จำกัดสิทธิน้อยกว่า มาตรา 2 และ 3 ประเมินความสามารถเป็นรายเรื่อง ในเวลาที่ต้องตัดสินใจ และมาตรา 16 ให้ศาลตัดสินใจแทนเองหรือตั้งผู้แทน (deputy) เฉพาะเรื่อง[37] ศาลสูงสุดอังกฤษในคดี A Local Authority v JB [2021] UKSC 52 อธิบายว่าการทดสอบตามมาตรา 2 (1) มีคำถามสองข้อตามลำดับ คือ บุคคลนั้นตัดสินใจเรื่องนั้นได้หรือไม่ และถ้าไม่ได้ เป็นเพราะความบกพร่องของจิตใจหรือสมองหรือไม่ และความสามารถอาจมีในเวลาหนึ่งแต่ไม่มีในอีกเวลาหนึ่ง[38] ส่วนคดี Aintree University Hospitals v James [2013] UKSC 67 วินิจฉัยว่าการพิจารณาประโยชน์สูงสุดต้องมองจากมุมของผู้ป่วยเอง รวมสวัสดิภาพทางสังคมและจิตใจ มิใช่เฉพาะทางการแพทย์[39]
เยอรมนี: ผู้ดูแลตามกฎหมายเมื่อจำเป็น และเงื่อนไขต้องได้รับความยินยอม
BGB § 1814 ฉบับที่ใช้บังคับในปัจจุบันให้ศาลตั้งผู้ดูแลตามกฎหมาย (rechtlicher Betreuer) เมื่อผู้บรรลุนิติภาวะจัดการกิจการของตนไม่ได้ทั้งหมดหรือบางส่วนเพราะความเจ็บป่วยหรือความพิการ แต่ห้ามตั้งขัดกับเจตจำนงเสรีของผู้นั้น และตั้งได้เฉพาะเมื่อจำเป็น โดยวรรค (3) ระบุว่าไม่จำเป็นหากกิจการนั้นจัดการได้เท่าเทียมกันโดยผู้รับมอบอำนาจ ส่วน § 1825 ให้ศาลสั่งเงื่อนไขต้องได้รับความยินยอม (Einwilligungsvorbehalt) เฉพาะเท่าที่จำเป็นเพื่อป้องกันอันตรายร้ายแรงต่อตัวบุคคลหรือทรัพย์สิน[40] กลไกนี้ใกล้เคียงกับคนเสมือนไร้ความสามารถตามมาตรา 34 ของไทยในแง่ที่ต้องได้รับความยินยอม แต่ต่างกันที่เยอรมนีเริ่มจากคำถามว่าจำเป็นหรือไม่ และยอมรับหนังสือมอบอำนาจล่วงหน้าเป็นทางเลือกแทน ขณะที่มาตรา 826 ของไทยทำให้หนังสือมอบอำนาจระงับเมื่อผู้มอบตกเป็นผู้ไร้ความสามารถ
ญี่ปุ่น: ระบบสามระดับและการแก้กฎหมายปี 2026
ประมวลกฎหมายแพ่งญี่ปุ่นแบ่งผู้ใหญ่ที่ความสามารถบกพร่องเป็นสามระดับ คือ 後見 สำหรับผู้ที่ขาดความสามารถเป็นปกติ (มาตรา 7) 保佐 สำหรับผู้ที่ความสามารถไม่เพียงพออย่างมาก (มาตรา 11) และ 補助 สำหรับผู้ที่ความสามารถไม่เพียงพอ (มาตรา 15) ซึ่งต้องได้ความยินยอมของตัวบุคคลนั้นเมื่อผู้อื่นเป็นผู้ร้องขอ และแม้ในระดับที่จำกัดที่สุด มาตรา 9 ยังยกเว้นการซื้อของใช้ประจำวันและการกระทำในชีวิตประจำวันไว้ ไม่ให้บอกล้างได้[41] ข้อยกเว้นนี้ไม่มีในมาตรา 29 ของไทย ซึ่งให้การใด ๆ ของคนไร้ความสามารถเป็นโมฆียะ กฎหมายแก้ไขที่ญี่ปุ่นประกาศเมื่อ 24 มิถุนายน 2026 จะปรับระบบนี้ใหม่โดยเน้นการช่วยเหลือที่กำหนดเป็นรายกิจการ ซึ่งยังไม่ใช้บังคับในวันที่เขียนบทความนี้
อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิของคนพิการ ข้อ 12
อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิของคนพิการ ข้อ 12 รับรองว่าคนพิการมีความสามารถทางกฎหมายบนพื้นฐานที่เท่าเทียมกับผู้อื่นในทุกด้านของชีวิต และกำหนดว่ามาตรการที่เกี่ยวกับการใช้ความสามารถทางกฎหมายต้องเคารพสิทธิ เจตจำนง และความประสงค์ของบุคคล ปราศจากประโยชน์ขัดกันและอิทธิพลที่ไม่ชอบธรรม ได้สัดส่วน ใช้ในเวลาสั้นที่สุด และมีการทบทวนเป็นระยะ ประเทศไทยให้สัตยาบันอนุสัญญานี้เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2551[42]
เมื่อย้อนกลับมาที่กฎหมายไทย ข้อสรุปมีสามข้อ ข้อแรก มาตรา 28 และ 29 ให้ผลเป็นการจำกัดความสามารถทั้งหมด ไม่มีการประเมินรายเรื่องแบบอังกฤษหรือข้อยกเว้นเรื่องชีวิตประจำวันแบบญี่ปุ่น ศาลไทยจึงพิจารณาอย่างระมัดระวังว่าผู้นั้นวิกลจริตจริงหรือไม่ ดังที่เห็นในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 912/2520 และ 2319/2542 ข้อที่สอง สถานะคนเสมือนไร้ความสามารถตามมาตรา 32 ถึง 35 เป็นทางเลือกที่ใกล้กับแนวคิดการสนับสนุนการตัดสินใจมากกว่า และควรพิจารณาก่อนในผู้สูงอายุที่ยังเข้าใจเรื่องของตน ข้อที่สาม ผู้อนุบาลที่ดีควรตัดสินใจโดยถามว่าผู้สูงอายุเองจะเลือกอย่างไร ตามแนวของคดี Aintree แม้ประมวลกฎหมายไทยจะไม่ได้เขียนเกณฑ์นี้ไว้ตรง ๆ ก็ตาม
การวิเคราะห์ผู้อนุบาลตามมาตรา 1574 1575 และ 1598/18 ทางนิติเศรษฐศาสตร์และพฤฒาวิทยา
ทางนิติเศรษฐศาสตร์ ผู้อนุบาลเป็นตัวแทนที่ตัวการตรวจสอบเองไม่ได้ จึงมีต้นทุนตัวแทน (agency cost) สูง การให้ศาลอนุญาตก่อนขายที่ดินตามมาตรา 1574 และการให้กิจการที่ประโยชน์ขัดกันเป็นโมฆะตามมาตรา 1575 คือการตรวจสอบแทนตัวการ ส่วนงานวิจัยด้านพฤฒาวิทยาชี้ว่าความบกพร่องทางการรับรู้เป็นปัจจัยสำคัญของการถูกแสวงประโยชน์ทางการเงินในผู้สูงอายุ
Michael C. Jensen และ William H. Meckling นิยามความสัมพันธ์ตัวแทนว่าเป็นการที่บุคคลหนึ่งมอบอำนาจตัดสินใจให้อีกบุคคลหนึ่งทำการแทน และนิยามต้นทุนตัวแทนว่าเป็นผลรวมของค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบของตัวการ (monitoring) ค่าใช้จ่ายที่ตัวแทนใช้ผูกมัดตนเองให้น่าไว้วางใจ (bonding) และความเสียหายที่ยังเหลืออยู่ (residual loss)[43] ความสัมพันธ์ระหว่างผู้อนุบาลกับคนไร้ความสามารถเป็นกรณีที่ต้นทุนตัวแทนสูงที่สุด เพราะตัวการตรวจสอบเองไม่ได้เลย กฎหมายไทยจึงย้ายหน้าที่ตรวจสอบไปที่ศาล มาตรา 1574 ประกอบมาตรา 1598/3 และ 1598/18 ทำหน้าที่ตรวจสอบก่อนการกระทำที่เสี่ยงที่สุด คือการขายหรือจำนองอสังหาริมทรัพย์ และมาตรา 1575 ตัดความเสียหายส่วนที่ร้ายแรงที่สุดด้วยการให้กิจการที่ประโยชน์ขัดกันเป็นโมฆะ ดังที่ศาลใช้ในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1/2568
การประกาศคำสั่งในราชกิจจานุเบกษาตามมาตรา 28 วรรคสามแก้ปัญหาความไม่สมมาตรของข้อมูล (information asymmetry) ด้านคู่สัญญา เมื่อสถานะเป็นข้อมูลสาธารณะ คู่สัญญาที่ตรวจได้ก่อนทำนิติกรรมย่อมรับความเสี่ยงเอง ส่วนก่อนมีคำสั่ง มาตรา 30 คุ้มครองคู่สัญญาที่สุจริตด้วยการให้นิติกรรมเป็นโมฆียะเฉพาะเมื่อคู่สัญญารู้ว่าผู้ทำวิกลจริต การออกแบบนี้ชั่งความมั่นคงของการค้ากับการคุ้มครองผู้สูงอายุ ราคาที่ครอบครัวต้องจ่ายคือภาระพิสูจน์ที่หนักในช่วงก่อนมีคำสั่ง ซึ่งเป็นเหตุผลทางเศรษฐศาสตร์ที่ครอบครัวควรร้องขอต่อศาลเมื่ออาการชัดเจนแล้ว ไม่รอจนเกิดความเสียหาย
งานวิจัยด้านพฤฒาวิทยา (gerontology) ช่วยให้เห็นว่าความเสี่ยงนี้เกิดขึ้นจริง Zachary D. Gassoumis และคณะศึกษาคดีผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไปที่ถูกแสวงประโยชน์ทางการเงินในเทศมณฑลลอสแอนเจลิส สหรัฐอเมริกา ช่วงปี 2007 ถึง 2009 จำนวน 472 คดี พบว่าการสงสัยว่ามีความบกพร่องทางการรับรู้ (suspected cognitive impairment) เป็นปัจจัยที่ทำนายการส่งต่อคดีไปยังหน่วยงานผู้แทนตามกฎหมายของรัฐได้แรงที่สุด และผู้เขียนสรุปว่าการตั้งผู้แทนตามกฎหมายเป็นทางสุดท้ายที่อาจจำเป็นสำหรับผู้เสียหายบางราย[44] งานนี้ศึกษาในสหรัฐอเมริกา จึงใช้ตัวเลขกับประเทศไทยโดยตรงไม่ได้ แต่ข้อค้นพบเชิงกลไกสอดคล้องกับคดีไทยหลายเรื่องในบทความนี้ เช่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2522/2560 และ 2558/2567 ซึ่งผู้ป่วยยกที่ดินให้ผู้อื่นในขณะที่ดูแลผลประโยชน์ของตนไม่ได้
ข้อควรพิจารณาของครอบครัวเมื่อผู้สูงอายุเริ่มดูแลทรัพย์สินเองไม่ได้
ครอบครัวควรพิจารณาห้าเรื่องตามลำดับ คือ ทำพินัยกรรมและจัดเอกสารทรัพย์สินขณะผู้สูงอายุยังมีสติดี ประเมินว่าสถานะใดตามมาตรา 28 หรือ 32 ตรงกับอาการ ตกลงตัวผู้ที่จะเป็นผู้อนุบาลหรือผู้พิทักษ์ ขออนุญาตศาลก่อนขายหรือจำนองทรัพย์ และเก็บบัญชีรายรับรายจ่ายของผู้สูงอายุแยกจากของตนเอง
- ขณะยังมีสติดี ทำพินัยกรรมตามแบบในมาตรา 1656 หรือ 1657 และรวบรวมโฉนด สมุดบัญชี และกรมธรรม์ไว้ในที่เดียว
- เมื่อเริ่มหลงลืม ปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินและบันทึกอาการ เอกสารนี้ใช้ได้ทั้งในคดีพินัยกรรมตามมาตรา 1704 และคดีร้องขอตามมาตรา 28
- เลือกสถานะให้ตรงกับอาการ ผู้ที่ยังเข้าใจเรื่องของตนดีแต่ร่างกายอ่อนแรง พิจารณาสถานะคนเสมือนไร้ความสามารถก่อน
- ตกลงกันในครอบครัว ผู้ที่จะเป็นผู้อนุบาลหรือผู้พิทักษ์ควรเป็นผู้ที่ดูแลจริงและไม่มีประโยชน์ขัดกัน การคัดค้านกันในศาลทำให้ขั้นตอนยาวขึ้น
- หลังได้คำสั่ง ขออนุญาตศาลก่อนทำกิจการตามมาตรา 1574 และ 1575 และแยกบัญชีเงินของผู้สูงอายุจากของผู้อนุบาลเสมอ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับคนไร้ความสามารถและผู้อนุบาล
คำถามเจ็ดข้อด้านล่างตอบตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 28 29 32 34 826 1574 1575 1598/18 และ 1704 พร้อมเลขคำพิพากษาศาลฎีกาที่วางหลักไว้ คำตอบเป็นข้อมูลกฎหมายทั่วไป การยื่นคำร้องจริงต้องพิจารณาอาการ ทรัพย์สิน และความเห็นของญาติในแต่ละกรณี
- คนไร้ความสามารถ หมายถึงอะไร
- หมายถึงบุคคลวิกลจริตที่ศาลมีคำสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 28 ศาลฎีกาตีความคำว่าวิกลจริตรวมถึงผู้ขาดความรำลึก ความรู้สึก และความรู้สึกผิดชอบ เช่น ผู้ป่วยสมองเสื่อมขั้นรุนแรง ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 490/2509 และ 5466/2537 เมื่อศาลสั่งแล้วต้องอยู่ในความอนุบาล
- คนไร้ความสามารถกับคนเสมือนไร้ความสามารถ ต่างกันอย่างไร
- คนไร้ความสามารถตามมาตรา 28 มีผู้อนุบาลเป็นผู้แทน และการใดที่ทำเองเป็นโมฆียะตามมาตรา 29 ส่วนคนเสมือนไร้ความสามารถตามมาตรา 32 ยังทำนิติกรรมเองได้ เว้นแต่กิจการตามมาตรา 34 ที่ต้องได้รับความยินยอมของผู้พิทักษ์ก่อน และผู้พิทักษ์ไม่ใช่ผู้แทน ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13652/2558
- ผู้อนุบาล คือใคร และผู้ใดเป็นได้
- ผู้อนุบาลคือผู้ที่ศาลตั้งให้ดูแลและทำการแทนคนไร้ความสามารถตามมาตรา 28 วรรคสอง ผู้บรรลุนิติภาวะที่ไม่มีคู่สมรส บิดามารดาเป็นผู้อนุบาลตามมาตรา 1569/1 เว้นแต่ศาลสั่งเป็นอย่างอื่น ในกรณีผู้สูงอายุซึ่งบิดามารดาไม่อยู่แล้ว ศาลพิจารณาตั้งผู้อื่น เช่น คู่สมรสหรือบุตร ตามคำร้องขอและความเหมาะสม
- ผู้อนุบาลกับผู้พิทักษ์ ต่างกันอย่างไร
- ผู้อนุบาลเป็นผู้แทนของคนไร้ความสามารถและทำการแทนได้ ส่วนผู้พิทักษ์ของคนเสมือนไร้ความสามารถมีหน้าที่ให้ความยินยอมในกิจการตามมาตรา 34 เว้นแต่ศาลสั่งให้ทำการแทนตามมาตรา 34 วรรคสาม คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13652/2558 วินิจฉัยว่าผู้พิทักษ์ฟ้องคดีแทนเองไม่ได้
- ผู้อนุบาลขายที่ดินของคนไร้ความสามารถได้หรือไม่
- ได้ต่อเมื่อศาลอนุญาต ผู้อนุบาลที่เป็นบุตรหรือบุคคลอื่นใช้บทว่าด้วยผู้ปกครองตามมาตรา 1598/18 ซึ่งนำมาตรา 1574 มาใช้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6350/2541 ยืนยันว่าต้องได้รับอนุญาตจากศาลก่อน และถ้าเป็นกิจการที่ประโยชน์ขัดกัน การที่ทำโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นโมฆะตามมาตรา 1575 ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1/2568
- คนไร้ความสามารถทำพินัยกรรมได้ไหม
- ไม่ได้ พินัยกรรมของผู้ที่ศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถเป็นโมฆะตามมาตรา 1704 วรรคหนึ่ง แม้ผู้พิทักษ์จะยินยอม ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3552/2550 ส่วนคนเสมือนไร้ความสามารถที่มีสติดีทำพินัยกรรมได้ ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 177/2528
- หนังสือมอบอำนาจที่พ่อแม่ทำไว้ ใช้ต่อได้หรือไม่เมื่อศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ
- โดยหลักใช้ไม่ได้ เพราะมาตรา 826 วรรคสองให้สัญญาตัวแทนระงับเมื่อคู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งตกเป็นผู้ไร้ความสามารถ เว้นแต่จะขัดกับข้อสัญญาหรือสภาพแห่งกิจการ ครอบครัวจึงควรร้องขอให้ศาลตั้งผู้อนุบาลเมื่อถึงเวลาจำเป็น
ปรึกษาเรื่องการร้องขอตั้งผู้อนุบาลหรือผู้พิทักษ์
สองคำถามแรกเกี่ยวกับกรณีของครอบครัวท่าน ตอบให้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายผ่านแบบฟอร์มติดต่อท้ายหน้า เรื่องที่ต้องดูเอกสารจริง เช่น ประเมินว่าควรร้องขอสถานะใด เตรียมคำร้องขอต่อศาล หรือขออนุญาตขายทรัพย์ของผู้อยู่ในความอนุบาล ใช้บริการปรึกษา 45 นาที ค่าบริการ 4,900 บาท ซึ่งได้คำตอบที่ใช้ตัดสินใจได้จริง
บทความนี้เป็นข้อมูลกฎหมายทั่วไป มิใช่ความเห็นทางกฎหมายสำหรับกรณีของผู้ใด